พวกผมแค่ชมชอบในรสชาติของสุรา เรื่องราวที่เขียน เริ่มต้นจากความชอบและความสนใจ ที่นำไปสู่การค้นหา
เมื่อได้รับรู้ และทดลองด้วยตัวเองแล้วก็อยากแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ และคนอื่นๆ ที่สนใจในเรื่องเดียวกันครับ

ข้อคิดเห็นที่ให้เกี่ยวกับเรื่องการร่ำสุราในแต่ละประเภท เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ที่ได้มาจากการลองของด้วยตัวเอง
ที่แค่อยากรู้ และอยากลองตามประสาครับ ผิดถูกประการใดก็คงไม่สามารถรับรองได้ครับ ขอน้อมรับคำแนะนำ และติชมทุกประการครับ


*** หมายเหตุ *** สงวนสิทธิ์สำหรับการอ่านและนำไปใช้ประกอบบทความเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้กัน และไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปใช้ในเชิงพาณิชย์ทุกอย่างครับ

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Bunnahabhain XVIII

วันนี้ขอพาเพื่อนๆ มาพบกับคนคุ้นเคยที่พวกเราเรียกแกว่า "ลุงบัน" วัยสิบแปดขวบกันครับ
สำหรับตระกูลนี้คุณ pip ได้เคยให้ข้อมูลเบื้องต้นไว้ที่กระทู้รีวิว ลุงบันสิบสองขวบไว้ที่นี่ครับ http://www.montfort27.com/forum/index.php?topic=1877.0
ส่วนตัวผมเองนั้นพอดีทางบ้านไม่เคร่งเรื่องข้อมูล เน้นชิมเอารสชาติอย่างเดียวครับ
ก็เลยขอบอกเล่าเรื่องรสชาติแบบลิ้นบ้านๆ ตามแนวของตัวเองไปก็แล้วกันนะครับ เพื่อนที่อยากได้ข้อมูลรายละเอียดก็ตามไปเสพได้ที่กระทู้คุณ pip ได้เลยครับ

สำหรับเจ้า Bunnahabhain นี่ต้องบอกว่าเป็นเหล้าอีกตัวที่ออกเสียงได้ยากทีเดียวเชียวครับ มีบอกข้างกล่องดังนี้ Bu-na-ha-venn แบบอังกฤษงูๆ ปลาๆ บ้านนอกอย่างผมคงประมาณอ่านได้ว่า บูน-นา-ฮา-เหวน ครับ แต่ขอเรียกสั้นๆ ด้วยชื่อคุ้นเคยว่า ลุงบัน ก็แล้วกันนะครับ

รินพักไว้นี่กลิ่นอโรม่าหอมๆ เจือกลิ่นหวานๆ ของ Toffee น้ำผึ้ง Hazelnut โชยมาเป็นระยะๆ อย่างเย้ายวนทีเดียวครับ

สำหรับลุงบันขวดนี้ Jim Murray ให้คะแนนเอาไว้ถึง 93.5 เชียวครับ โดยให้คะแนนกลิ่นถึง 24 คะแนน
และแกบรรยายไว้ดังนี้ครับ "A sumptuous amalgam of lightly salted roasted hazelnut shimmering within it own oil. Oloroso bulging with toasted, slightly singed currants, a silver of kumquat and topped by thick vanilla. Irresistible."

รวมๆ แล้วเห็นด้วยกับแกในเรื่องของกลิ่นที่เย้ายวนอย่างแทบอดใจไว้ไม่ได้จริงๆ ครับ

ต่อกันที่สีก่อนสำหรับผมแล้วจัดได้ว่าเป็นเหล้าสีค่อนข้างเข้มทีเดียวครับ ออกทางทองแดงไปเลยก็ว่าได้ น่าจะ Finished จากถัง Sherry Oak ครับ
อายุอานามเยอะสีก็เลยเข้มเชียวครับ ขานี่ไม่ต้องห่วงใหญ่ไหลหนืดอืดเชียวครับ

มาต่อกันที่รสชาติขอว่ากันที่คะแนน และคำบรรยายของ Jim Murray ก่อนนะครับ เขาให้คะแนนไว้ 24.5 คะแนนครับ
"Almost impossible to fault: the oloroso grandly, almost pompously, leads the way exuding thick. Christmas pudding depth; a light muscovado sugar top dressing counters the deeper, lightly salted vanilla which begin to emerge."

ส่วนลิ้นบ้านๆ ของผมขอว่าไว้ดังนี้ครับ เผ็ดนำ เค็มนิดๆ แต่หวานพอตัว แผ่ความเผ็ดไปได้ทั่วปากดี ปลายติดหวานมันนิดๆ ทิ้งความมันเคลือบไว้ที่ลิ้นพอควร
รวมๆ แล้วคะแนนผมให้พอๆ กับแกครับ แต่ขอตัดคะแนนเรื่องความเผ็ดเพราะผมไม่ชอบเท่าไหร่ครับ ให้ที่ 23.5 พอครับ

มากันที่คะแนน Finished ตา Jim Murray แกให้ไว้ที่ 22 คะแนนครับ และว่าไว้ดังนี้ "A very slight sulphury note sullies the tone somewhat, but there is still enough rich vanilla and spotted dick for some enjoyable afters."

แต่สำหรับผมแล้วเห็นต่างอยู่บ้างครับ ค่อนข้างชอบกับ finished ที่ยาวพอประมาณไร้ควัน แต่มีความหวานอ้อยอิ่งทิ้งไว้ทั้งที่เผ็ดในตอนแรก แต่กลับทิ้งความมัน และหวานอยู่ในที กลิ่น Oak จางๆ กับ อโรม่าหอมๆ ของ Hazelnut กับ Toffee วนๆ อวลๆ อยู่ในปาก อันนี้เป็นความชอบส่วนตัวล้วนๆ ขอให้ที่ 24 คะแนนครับ

Balance นั้นตา Jim Murray ให้ไว้ที่ 23 คะแนน และบรรยายไว้ดังนี้ครับ "Only an odd cask has dropped this from being a potential award winner to something that is merely magnificent."

แต่สำหรับผมแล้วผมว่ามันลงตัวในวันว่างๆ นั่งจิบลุงบันวัยสิบแปด เคล้าเพลงลูกทุ่งตามประสาคนบ้านนอกอย่างผมก็ได้อารมณ์สบายๆ หรือจะฟังเพลงไทยสากลยุคต้อม เรนโบว์ Grand X เพลงพี่แจ้ หรือสุนทราภรณ์ยุคใหม่ได้อย่างไม่ขัดเขินครับ ขอให้คะแนนความชอบที่ 24 คะแนนครับ รวมแล้วผมให้คะแนนลุงบันแกทั้งหมด 95.5 ครับ

แต่ช้าก่อนความเห็นและคะแนนทั้งหมดล้วนเป็นความชอบส่วนตัวนะครับ ไม่รับประกันความถูกต้องเหมือนทุกครั้งครับ
ว่าแล้วขอลาไปสนทนาธรรมกับลุงแกต่อก่อนก็แล้วกันครับคืนนี้

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

Some Signature with Dewar's Signature



ห่างหายจากการรีวิวเหล้าไปนานเชียวครับรอบนี้ เนื่องจากอากาศที่ร้อน และเหล้าเก่าๆ ในบ้านที่เปิดไว้ก็ยังเคลียร์ไม่หมด
อีกทั้งการบ้านจากเฮียและเพื่อนๆ ที่ส่งมาให้ก็ยังทำไม่ทัน วันนี้อารมณ์อยากเป็นเหตุ เลยเลือกเจ้า Dewar's Signature ขวดนี้มาลองให้รู้แล้วรู้แรดไป

ว่าแล้วก็มาเล่าให้ฟังเลยก็แล้วกันนะครับ ความคิดเห็นทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่รับประกันความถูกต้องเหมือนเช่นเคยครับ

เจ้า Dewar's Signature ขวดนี้ไม่มีการระบุอายุ และจัดว่าน่าจะเป็นตัวเรือธงของ Dewar's ตามความเข้าใจส่วนตัวของตัวเองนะครับ
เพี่อนท่านไหนพอจะมีข้อมูลอื่นๆ ก็แจ้งเพิ่มเติมเข้ามาได้นะครับ เพราะผมไม่ถนัดเรื่องหาข้อมูลเสริมขอลองอย่างเดียวเลยดีกว่า 555

ว่าแล้วมาเริ่มกันที่สีก่อนเช่นเคย สีในขวดก่อนรินจัดว่าค่อนข้างจะเข้มติดไปทางทองแดงออกแนวๆ Sherry Oak ครับ
แต่เมื่อรินออกมาสีทองไปทางทองอำพันเจือแดงหน่อยๆ ครับ

มาต่อกันที่กลิ่นบ้างดีกว่า ขอบอกว่าแค่ได้กลิ่นก็ฟินแล้วครับ ยิ่งเทพักไว้นี่ยิ่งอวล
นำโด่งมาด้วยน้ำผึ้ง Oak เข้มๆ Malty หน่อยๆ ไม่ค่อยมีกลิ่นของน้องแอลมาให้อารมณ์เสีย
อโรม่าหอมๆ เจือด้วยกลิ่นของ Citrus หน่อยๆ ไม่มาก พอให้รู้สึกผ่อนคลายดีเชียวครับ

ต่อกันที่รสชาติเลยนะครับ หวานนำ รู้สึกถึง Malt ในปาก น้ำผึ้ง ควันจางๆ ฉ่ำปนแห้ง
Finished ยาวพอประมาณ
ตีกลับด้วยความหอมวนๆ อยู่ในปาก ไม่ผิดหวังกับตระกูลนี้เลยครับ ขอบอกตามตรงเลยนะครับ ว่า ผมนั้นเป็นแฟนตัวยงของเหล้าตระกูลนี้ไปแล้วครับ
ไม่ผิดหวังสักตัวจากที่ได้ลองมาครับ

เติมน้ำลงไปจับรสขมได้เล็กน้อย แต่เป็นลักษณะหวานจนขมซ่ะมากกว่าครับ ให้เลือกขอ Neat ตามด้วยน้ำเย็นๆ ดีกว่าครับ
มาตรงๆ แบบเต็มๆ ตัวนี้เอา JW Blue มาแลกก็ไม่ยอมครับ ไม่มีกลิ่นเก่าๆ เหมือน Blue

ในอารมณ์แบบอยากผ่อนคลายเลือกเจ้า Signature ขวดนี้มาได้เลยไม่ผิดหวังให้ครบทุกอย่าง แค่ได้กลิ่นก็ฟินแล้วครับ
จะเสียก็แต่ว่าราคาปกติค่อนข้างแรง แล้วก็ติดที่ว่าหายากในบ้านเราซ่ะด้วยสิครับ หาลำบากก็ลดมาที่ตัวน้อง 18 ปีก็มีดีไม่แพ้กันครับ
หรือจะเป็นตัว 12 ปีก็มีดี และราคาดีอยู่ไม่น้อยในบ้านเราครับ ว่าแล้วก็ขอลาไปฟินต่อก่อนละครับ




วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

น้องสาหร่าย Laphroaig Quarter Cask


หลังจากกลับมาจากลุย Islay ได้ 1 เดือนก็ได้เวลาที่ผมต้องรีวิวอะไรใหม่ๆ ให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันเดือนนี้ผมก็ยังคงวนเวียนอยู่ใน Islay นะครับซึ่งวิสกี้ที่ผมเอามารีวิววันนี้เป็น Laphroaig Quarter Cask ครับ Laphroaig เป็นโรงกลั่นที่ขึ้นชื่อเรื่องควันที่ไม่เหมือนใครซึ่งรุ่น 10ปี ผมยอมรับเลยครับว่าไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบควันก็ควรจะต้องลองจริงๆ ครับ ซึ่งมีความโดเด่นทั้งควัน ทั้งความสดชื่น กลิ่นสะอาดๆ แถมบอร์ดี้ที่กำลังดีเป็นเอกลักษณ์ของโรงกลั่นนี้เลยครับ
มาถึง Quarter Cask รุ่นนี้เราอาจจะเพิ่งเห็นวางขายใน Duty free ได้ประมาณ 3ปี แต่จริงๆ มีประวัติมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โดยจุดเด่นอยู่ที่ขั้นตอนการผลิตที่จะบ่มเหล้าในถัง ex-bourbon ประมาณ 4-6ปี และบ่มต่อในถัง Quarter คือถังที่มีขนาด 1/4 ของขนาด Barrel หรือประมาณ 50ลิตรอีกประมาณ 8เดือนขึ้นไป ซึ่งการบ่มในถังขนาดเล็กวิสกี้จะสามารถสัมผัสกับเนื้อไม้ได้มากกว่าถังขนาดปกติซึ่งจะทำให้วิสกี้ที่ได้มีกลิ่นใกล้เคียงกับวิสกี้ที่บ่มกับถังขนาดปกติแต่ใช้ระยะเวลาการบ่มน้อยกว่า และทำให้วิสกี้ที่ได้ไม่สูญเสียสัมผัสและบอร์ดี้แถมยังได้กลิ่นที่เหมือนกับวิสกี้ที่บ่มในถังขนาดปกติอีกต่างหาก

Laphroaig Quarter Cask ขวดนี้บรรทุกแอลกอฮอล์มาที่ 48% บรรจุแบบ non-chill filtered ซึ่งการดื่มเหล้าแบบนี้ควรจะเติมน้ำนิดนึงเพื่อดึงรสชาติขิงเหล้าออกมาครับ

Appearance: สีทอง Yellow Gold ขาเล็กยาวไหลช้าทีเดียว

Aroma: กลิ่นควันนำ กลิ่นน้ำยาทำความสะอาดและตามมาด้วยกลิ่นไม้ไหม้

Taste: สัมผัสค่อนข้างเผ็ด เค็มนำ หวานนิดๆ กลิ่นควันอบอวล กลิ่นอับๆ มันๆ คล้ายกะทิ แต่มาใกล้ๆ ด้วยกลิ่นยางไหม้

With Water: รสหวาน กลิ่นต่างๆ จางลงไป จับกลิ่นยาล้างเล็บ ไม้ไหม้ได้ชัดขึ้น

Finish: ทิ้งความเผ็ดไว้ที่ปลายลิ้น บอร์ดี้กลางๆ และรสหวานอ่อนๆ ไว้ในปาก กลิ่นควันและกลิ่นน้ำยาทำความสะอาดตามติดและผสมมากับกลิ่นยางไหม้นิดหน่อยไว้ยาวพอสมควร

สรุป: ตอนที่ผมลอง Quarter Cask ผมได้ลองพร้อมกับตัว 10ปี ผมรู้สึกว่ามีรสชาติคล้ายๆ กันแต่ Quarter Cask จะเผ็ดกว่าและกลิ่นหลากหลายกระจัดกระจาย โดยจุดเด่นผมคิดว่าเป็นความเผ็ดแบบเหล้าสดใหม่และกลิ่นคล้ายยางไหม้ที่ติดปลายนวมมานิดหน่อยซึ่งกลิ่นประเภทนี้มักจะเจอได้ในพวกเหล้าสายควันหนักๆ อย่าง Ardbeg หากเพื่อนๆ ยังไม่แน่ใจว่าควันหนักๆ จะถูกใจหรือไม่ตัวนี้น่าจะเป็นตัวเริ่มต้นที่ดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556

Nikka Whisky Pure Malt 17 Years Old

ห่างหายจากการรีวิวไปค่อนข้างนานเลยครับ รอบนี้คงต้องบอกว่าไม่มั่นใจกับสภาพร่างกาย และความพร้อมเท่าไหร่
แต่ฝนโปรยปรายลงมานิดๆ พอจะทำให้ดื่มได้ก็เลยเลือกเจ้า Nikka Whisky ขวดนี้
ที่ได้รับแบ่งจากเฮียไพบูลย์มาตอน mini meeting ครั้งล่าสุดมาดื่มดีกว่าครับ
ปริมาณที่ได้ทั้งหมดอยู่ในแก้วตามที่เห็นนะครับ  ส่วนน้ำที่เห็นในขวดเป็น Dewar's 12 Yo ครับเนื่องจากว่าก๊อกปิดขวดขาดเลยถ่ายลงขวดนี้แทนครับ

ผิดถูกอย่างไรไม่รับประกันตามประสาลิ้นบ้านๆ เช่นเคยนะครับ
เริ่มที่ขาค่อนข้างใหญ่ และหนักกำลังดีเชียวครับ สีออกไปทางทองแดงเข้มๆ ตามอายุเหล้าที่บ่มนานถึง 17 ปีครับ
กลิ่นดีทีเดียวครับ รินพักไว้นี่หอมยั่วใจดีเชียว Fruity อ่อนๆ Malt หอมๆ เจือด้วยกลิ่นวนิลา Chocolate นิดหน่อย ลงตัวดีทีเดียวครับ

ว่าแล้วมาต่อกันที่รสชาติกันบ้างดีกว่าครับ
Burn นิดๆ  วนิลา ไม่มี Fruity เหมือนกลิ่น อมควันอยู่ในที Chocolate มาค่อนข้างเยอะ กระด้างไปนิด จบแบบแห้งๆ ฉ่ำๆ ไม่สุดครับ
รวมๆ ถือว่าดีพอได้ครับสำหรับผม แต่เหมือนขาดๆ เกินๆ สำหรับ Malt Whisky จาก Nikka ขวดนี้
ผมลอง Malt จากญี่ปุ่นทีไรเหมือนมันขาดๆ เกินๆ อยู่ทุกทีครับ ไม่เหมือนกับ Blended ที่ทำได้ค่อนข้างดีกว่า Malt ครับ
ความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ นะครับ ถ้าเพื่อนสนใจก็ต้องจัดหามาลองกันอีกทีครับ ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ
สำหรับผมแล้วจัดว่าจืดไปสักนิดครับ เหมือนไม่ค่อยสุด เหมือนกับ Yamazaki จากค่าย Suntory ครับ

ชิมเสร็จก็ให้ความรู้สึกเหมือนเดิมว่า ญี่ปุ่น พยายามทำ malt เพื่อให้เห็นว่าตรูก็ทำได้ครับ
แต่สำหรับฝรั่งอาจชอบของแปลกแนวนี้เลยให้คะแนนสูงและได้รางวัลเหมือนเป็นการให้กำลังใจครับ ผมกลับชอบแนวทางแน่นๆ และชัดเจนของ Scott มากกว่าครับ


ขอบคุณ เฮียไพบูลย์ที่เมตตาแบ่งมาให้ลองครับ

สำหรับผมแล้วขวดนี้ขอผ่านครับ ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ แต่มันรู้สึกเหมือนขาดๆ เกินๆ ยังไงไม่รู้เหมือนกันครับ

คงต้องหามาลองแล้วหาข้อสรุปกันเองอีกครั้งสำหรับเพื่อนที่สนใจนะครับ

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

บ้าเหล้าทัศนะศึกษา ณ ดินแดนควัน Islay (ตอนจบ)

มาถึงตอนจบแล้วหล่ะครับ วันนี้จะพาไปดูอีก3โรงกลั่นแต่ละโรงน่าจะมีคนไทยเป็น Fan Club เยอะลองอ่านดูนะครับ

คนบ้าเหล้า
วันที่ 3 ของการเดินทางถนนสายควันวันนี้ผมเริ่มต้นด้วยอาหารเช้าเหมือนอย่างเคยพร้อม ฟังข่าวว่าวันนี้จะมีฝนไม่สดใสเหมือนเมื่อวานก็ต้องทำใจกันไปเพราะต้องยอม รับอย่างหนึ่งว่าที่นี่พยากรณ์อากาศแม่นมากถ้าบอกฝนจะตกบ่าย 2 มันก็ตกบ่าย 2 จริงๆ แต่ไม่เป็นไรแค่นี้เรื่องเล็ก เอาหล่ะได้เวลา 8.45น. ล้อหมุนเหมือนเคย โรงกลั่นแรกที่เราจะไปดูกันวันนี้ผมเชื่อว่ามีเพื่อนๆ หลายคนเป็นแฟนคลับอย่างแน่นอนครับ ขับรถลงมาทางใต้ของเกาะประมาณเกือบ 1 ชั่วโมงผ่านอดีตโรงกลั่น Port Ellen โรงกลั่นนี้เคยเป็นโรงกลั่นที่รุ่งเรืองมากครับ แต่ทุกวันนี้ก็ยังเปิดกิจการอยู่แต่ไม่ได้กลั่นเหล้าแล้วครับ ทำแต่ Malt ส่งให้กับโรงกลั่นในเครือของ Diageo เท่านั้น แต่เค้าก็ยังคงบ่มวิสกี้บางส่วนไว้อยู่ครับซึ่งนานๆ ทีจะมีบรรจุออกมาขายซักทีซึ่งแต่ละขวดที่ออกมารุ่นหลังๆ นี่อายุต้องมียี่สิบปลายๆ เป็นที่หมายปองของนักสะสมยิ่งนักราคาเลยยิ่งสูงปรี๊ด ถ้าใครอยากเที่ยวชมอดีตโรงกลั่นนี้ก็ต้องวางแผนล่วงหน้าครับเพราะเค้าจะเปิด ปีละ 1 ครั้งในช่วงงาน Islay Festival เท่านั้นครับ ขับเลย Port Ellen มาซักพักเราก็มาถึงโรงกลั่น Ardbeg เป้าหมายช่วงเช้าของเราค่าเข้าชมมี 2 ราคาครับ 5ปอร์นได้เข้าชมรวม 1 ดื่มและแบบ 10ปอร์นได้เข้าชมรวม 5ดื่ม สำหรับผมตอบไปเลยง่ายๆ ขอ 5ดื่มครับ ระหว่างรอเข้าชมก็เดินดูร้านค้าไปพรางเท่าที่เห็นก็มีวิสกี้อยู่ 3รุ่นได้แก่ 10ปี  Corryvreckan และ Uigeadail และพวกเสื้อผ้าของที่ระลึกต่างๆ

ถึง Ardbeg แล้วครับ

และแล้วก็ถึงเวลาพนักงานสาวผู้บรรยาย...อีกแล้วรู้สึกที่นี่จะไม่ค่อยใช้ ผู้ชายกัน ก็พาเข้าชมโรงงานในช่วงแรกแกก็เล่าเรื่องประวัติโรงกลั่นยาวมากผมจะขอเล่า แบบเนื้อๆ หล่ะกันครับโรงกลั่นนี้เปิดประมาณปีค.ศ. 1798 และเริ่มทำเป็นการค้าช่วงปี 1815 และในปี 1886 ถือเป็นยุคทองของ Ardbeg สามารถผลิตวิสกี้ได้ถึง 300,000 แกนลอนต่อปี แต่เมื่อมาถึงช่วงปี 1970 ก็ถือเป็นยุคที่ตกต่ำของวิสกี้จากเกาะ Islay ครับมีโรงกลั่นในเกาะทยอยปิดหลายโรง ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ Ardbeg เองก็หยุดทำมอลต์เองในปี 1977 และในปี 1981 ทางโรงกลั่นก็ปิดตัวลง และกลับมาเริ่มดำเนินกิจการอีกครั้งในปี 1989 สุดท้ายในปี 1997 โรงกลั่นก็ถูกซื้อโดย Glenmorangie ครับซึ่งผมคิดว่าถ้าใครที่ตามดื่ม Glenmorangie จะรู้สึกว่า Ardbeg จะออกผลิตภัณฑ์ที่มีการตลาดคล้ายกัน เมื่อฟังบรรยายจบก็พาไปดูห้องที่เคยทำมอลต์ครับซึ่งเป็นอดีตไปแล้วที่ต่อมา ก็เป็นการโม่ก็จะคล้ายๆ โรงกลั่นที่แล้วๆ มา แต่โรงกลั่นนี้ก็จังหว่ะดีครับเค้ากำลังทำ Mash พอดีก็เลยได้ดูเพิ่มครับ Mash คือการเอามอลต์ไปผสมเคี่ยวกับน้ำร้อนเพื่อให้แป้งเปลี่ยนเป็นน้ำตาลซึ่งน้ำ ที่ได้จากขั้นตอนนี้ก็จะถูกไปหมักกับยีสต์เป็น Wash ต่อไปครับในส่วนต่อมาก็เป็นของทำ Wash ห้องนี้แม้ผมจะผ่านมา 2 โรงกลั่นแล้วก็ยังทำใจให้คุ้นไม่ได้กลิ่นมันแรงมากๆ เลยครับยิ่งที่ Aedbeg ถือว่าหนักสุดครับ ต่อมาเป็นห้องกลั่นครับที่นี้จะไม่อนุญาตให้ถ่ายรูปจึงไม่ได้เก็บภาพมาฝาก ครับ สุดท้ายก็เป็นห้องบรรจุลงถังมีอุปกรณ์บรรจุและตราชั่งน้ำหนักถังและวิสกี้ ครับ ซึ่งผมและท่านผบ.ก็แอบไปชั่งพบว่าน้ำหนักมันขึ้นมาคนละ 5กิโล ผมเดาว่าเค้าต้องถ่วงอะไรไว้แน่ๆ

เครื่องโม่มันเป็นอย่างนี้ครับ

โม่ออกมาแล้วจะเป็นแบบนี้ครับ ส่วนที่นำใช้คือ Grist ครับ

การ Mashing ข้างในจะอุ่นๆ

ถัง Wash ใหญ่ไหมครับ

ถังนึงสูงประมาณ 3-4 เมตรได้ครับ
ออกมาจากห้องบรรจุถังแล้วก็เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายคือชิมครับ แอบเสียดายไม่ได้ดูโรงบ่มครับวันนี้ผมเลือกชิมทั้งหมด 5 ตัวครับตัวแรกสุดเป็น Blasda ตัวนี้เค้าเครมว่าเป็น Ardbeg แบบดั้งเดิมไม่มีกลิ่นควันครับรสชาติหวาน กลิ่นออกมะนาว เลมอน กลิ่นใบสะระแหน่หอมสดชื่นดื่มง่ายจบไปแบบ Dry ต่อมาตัว 10ปีตัวนี้ควันมาหนักเลยครับไม้ไหม้ หญ้าแห้งๆ แซมด้วยวนิลาหน่อยๆ จบไปกลางๆ ยาวๆ ต่อมาเป็น Alligator ตัวนี้หาค่อนข้างจะยากซักหน่อยโดยส่วนตัวผมว่าตัวนี้จะคล้ายตัว 10ปีแต่รสชาติและน้ำหนักจะเบาลงมาหน่อยดื่มง่ายครับ ส่วน 2 ตัวสุดท้ายเป็น Uigeadail(อู-กา-เดา) และ Corryvreckan 2 ตัวนี้รสคล้ายกันคือกลิ่นหนัง ยางไหม้ แว๊กส์ บอร์ดี้กลางๆ จบไปแบบไหม้ทุกซอกฟัน(ในมุมส่วนตัวไม่ค่อยชอบครับ) ในระหว่างชิมก็ได้พูดคุยกับนักชิมอีกกลุ่มครับพอดีว่าผมชิมแบบ 5 ตัวเค้าเลยปิดห้องไม่อย่างนั้นคนที่ชิบแบบ 1 ตัวจะเดินเข้ามาเนียนด้วยครับ ผมเล่าให้เค้าฟังว่าในประเทศไทยวิสกี้ไม่หลากหลายมีอยู่ไม่กี่ยี่ห้ออย่าง Ardbeg นี่ไม่มีขายทั่วไปต้องหิ้วมากินเท่านั้นน่าเศร้าครับ เค้าก็บอกว่าในประเทศไทยตลาดน่าจะไม่เปิดช่องให้วิสกี้แบรนด์อื่นๆ เลยยังไม่อยากไปลงทุน ก็คุยกันพักใหญ่ผมก็ออกมาทานข้าวและเตียมออกเดินทางสู่จุดหมายต่อไป

เครื่องบรรจุเหล้าใส่ถังครับ

ลองเปรียบเทียบไม้ที่ใช้ทำถังดูครับ แบบเผากับไม่เผา กลิ่นต่างกันมากครับ

ขอท่านผบ.ไปตั้งที่บ้านซักชุด (ท่านตอบว่ายอมมาด้วยก็บุญเท่าไหร่แล้ว)

ลองแบบเต็มๆ 5 ตัวรวด รู้สึกได้ว่าปากพองเบย
อยากได้อันนี้อะ
ทานระหว่างอาหารที่ Ardbeg เบียร์ Islay Ales ตัวนี้เป็น Finlaggan Ale ชอบสุดๆ ครับ หอมสมุนไพร รสขมชัดเจนถ้าได้มาเที่ยว Islay อย่าลืมลองนะครับ





หลังจากพักทานอาหารเที่ยงที่ Ardbeg เป็นที่เรียบร้อยเราก็ขึ้นรถเดินทางไปเที่ยวชม The Kildalton High Cross ซึ่งเป็นไม้กางเขนที่มีอายุกว่า 1,300ปี เป็นหลักฐานว่าศาสนาคริสต์ได้เผยแพร่เข้ามาในสกอตแลนด์เมื่อ 1,300ปีที่แล้วโดยบนการเขนจะมีภาพแกะสลักบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ อยู่ด้วยครับ หลังจากถ่ายรูปเป็นที่พอใจแล้วก็นั่งรถย้อนกลับมาเพื่อชมโรงกลั่นที่ผมเองก็ เป็น Fan Club และเพื่อนๆ หลายคนก็น่าจะรู้จักดีในนามน้องสาหร่าย Laphroaig นั่นเองโรงกลั่นนี้เมื่อเข้ามาด้านในเค้าจะมีโปรแกรมให้สมัคร Friend of Laphroaig ครับใครสมัครจะได้วิสกี้ขวดน้อย 1ขวดก็อยู่ที่ว่าช่วงนั้นเค้าแจกตัวไหนนะครับ สำหรับผมที่ได้มาเป็นตัว 10ปี Cask Strength เยี่ยมไปเลย นอกจากวิสกี้แล้วเค้าจะให้เราเอาธงชาติของเราไปปักที่หน้าโรงกลั่นด้วยครับ เป็นสัญลักษณ์ว่าเราเป็นเพื่อนกันแล้ว สำหรับการเข้าชมที่นี่จะเสียค่าใช้จ่ายคนละ 6ปอร์นพร้อม 1 ดื่มครับ ซึ่งพี่คนขับรถบอกว่าดื่มแล้วไปคุยกับเค้าดีๆ จะขอชิมตัวอื่นเพิ่มได้ครับ คณะผมก็เข้าเกือบหมดทุกคนยกเว้นพี่รถถังรัสเซียแกบุกมาซื้อเหล้าแล้วหาทำเล เหมาะๆ นั่งดื่มยาวเลยครับ(พี่แกแน่นอนจริงๆ) อันนี้ต้องยอมรับอย่างนึงครับว่าการเที่ยวโรงกลั่นเหล้าเนี่ยโรงแรกๆ มันก็ตื่นตาตื่นใจครับแต่พอหลังๆ มันเหมือนฉายหนังซ้ำเพราะขั้นตอนจะซ้ำๆ กันอาจจะมีเทคนิกต่างกันนิดหน่อยหรือบางจังหว่ะเค้าทำกิจกรรมอะไรกัน แต่ถ้าคนที่ไม่ได้สนใจอย่างท่านผบ.ก็เซ็งครับ แต่สำหรับผมยังคงตื่นตาตื่นใจทุกโรงกลั่นเหมือนเดิมเพราะได้ดูการวาง Layout รูปแบบอุปกรณ์ได้เพิ่มเติมความรู้ใหม่ๆ หรือแก้ไขข้อมูลเก่าๆ มันทำให้รู้สึกว่าเจอสิ่งแปลกใหม่ตลอดเวลาครับ พอได้เวลาเจ้าหน้าที่สาว(...อีกแล้ว) ก็พาเราเดินเที่ยวครับในช่วงแรกก็เล่าประวัติครับโรงกลั่นนี้เริ่มดำเนินกิจ การปีค.ศ. 1810 และเริ่มดำเนินกิจการวิสกี้ปี 1815 ในปี 1887 พบว่า Laghroaig มีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เพราะคุณภาพน้ำต่างกับที่อื่น ในปี 1923 ทางโรงกลั่นเริ่มใช้ถัง ex-bourbon และเริ่มส่งออกวิสกี้ช่วงปี 1929 และในปี 1994 ได้เริ่มกิจกรรม Friend of Laphroaig ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกแล้วกว่า 500,000คน หลังจากฟังบรรยายแล้วก็ไปดูขั้นตอนแรกคือการทำมอลต์ครับซึ่งเป็นขั้นตอนที่ สำคัญมาก

คู่กับ The Kildalton High Cross ของจริงอันใหญ่มาก
ถึงแล้วครับ

พี่รถถังรัสเซียในตำนาน


รถมาส่งข้าวBarleyพอดี

ห้องทำมอลต์ใหญ่มาก มีหลายชั้นด้วยครับ
โดยทางโรงกลั่นได้ให้ความสำคัญกับขั้นตอนนี้เป็นพิเศษจังหว่ะที่ผมไปก็ถือ ว่าโชคดีอีกครับเพราะเค้ากำลังรมควันมอลต์ด้วย Peat ball ครับ (Peat ball คือซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกันมานานจะมีลักษณะคล้ายดินซึ่งที่เกาะ Islay สามารถพบ Peat field ได้มากกว่า 30% ของพื้นที่เกาะเพียงขุดลงไปในดินประมาณ 1-2 เมตรก็จะพบพลังงานฟรี ซึ่งนอกจากจะใช้รมควันมอลต์แล้วคนท้องถิ่นยังใช้ในการให้ความร้อนเตาผิงด้วย ครับ) ในห้องที่รมควันมอลต์จะมีอุณหภูมิประมาณ 60-70องศารมควันอยู่ประมาณ 3-7วันก็เป็นอันใช้ได้ครับซึ่งมอลต์ที่ผ่านการรมควันแล้วจะมีความแห้งมีรส หวานหอมแบบไหม้ๆ ครับ แล้วเราก็ไปดูเตาเผา Peat กันต่อครับเมื่อผมลองเอามือไปอังดูก็รู้สึกอุ่นๆ ไม่ร้อนอย่างที่คิด แล้วก็เดินไปดูการทำ Mash และ Wash ตามลำดับถัง Wash ที่นี้เป็นสเตนเลสขนาดใหญ่ซึ่งผมเองก็ได้ชิม Wash ที่นี่ด้วยครับรสชาติก็คล้ายเบียร์กลิ่นบูดๆ ไหม้ๆ ไม่ซ่าและไม่อร่อย ผมได้ถามเจ้าหน้าที่ว่าถังที่เห็นอยู่นี้หมักมากี่วันได้รับคำตอบว่า 28วัน(นานกว่าที่คิดไว้เยอะเลยครับ) เสร็จแล้วก็เดินไปดูหม้อกลั่นซึ่งมีถึง 7 หม้อครับแบ่งเป็นหม้อกลั่น Wash 4หม้อและหม้อกลั่นเหล้าอีก 3หม้อ

มอลต์จะมีรากงอกออกมาครับ

ห้องรมควันเข้าไปออกมาทีอย่างกับไปร้านหมูกะทะ

ลองอังดูไม่ร้อนอย่างที่คิดครับ
หม้อนี้แลหมักมาแล้ว 28วัน

หม้อกลั่น 7หม้อเรียงราย
ส่วนตรงกลางจะเป็นตัว Cutting ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยความชำนาญอย่างมากเพราะเป็นการคัดเลือกเหล้า เพื่อส่งไปบรรจุลงถังโดยอุปกรณ์จะมีลักษณ์เป็นตู้มีกระจกเพื่อดูด้านในมอง เห็นน้ำเหล้าที่กลั่นออกมาหากน้ำเหล้ามีคุณภาพไม่ดีก็จะถูกส่งไปกลั่นใหม่ และหากได้คุณภาพที่ดีก็จะสับวาร์วไปสู่การบรรจุถังต่อไป สุดท้ายก็มาดูห้องบ่มเหล้าครับเก็บจนได้อายุที่เหมาะสมก็จะถูกบรรจุขวดต่อไป ดูจบก็มาถึงการชิมครับโดยวันนี้ที่ได้ชิมเป็นตัว Quarter Cask กลิ่นน้องสาหร่ายเอกลักษณ์ของเค้านำมาเลยครับรสชาติหวาน เค็มนิดๆ สัมผัสเผ็ดกว่าตัว 10ปี กลิ่นยา โรงพยาบาล น้ำยาเช็ดทำความสะอาด ควันมาอ่อนๆ คล้ายตัว 10ปีแต่อ่อนกว่ารวมๆ ผมชอบครับ และตามที่พี่คนขับรถแนะนำผมก็เนียนไปขอชิมเพิ่มก็เป็นตัว Triple Cask ตัวนี้โดยรวมคล้าย Quarter Cask  สัมผัสใกล้เคียงกันพอสมควรที่ต่างน่าจะเป็นจังหว่ะของรสชาติที่ค่อยๆ มา และนุ่มกว่าหน่อย ตามด้วยตัว 18ปี ตัวนี้ราชาติคล้าย 10ปีแต่บอร์ดี้มันนุ่มและฉ่ำอบอวลด้วยกลิ่นควัน อกเชย บอกได้เต็มปากว่าโคตรประทับใจ กูรูประจำกรุ๊ปก็เชียร์ตัวนี้สุดๆ ผมลองคำนวณเป็นเงินไทยประมาณ 3,400บาท ถ้าคืน vat อีกเหลือ 3,060บาทโคตรคุ้ม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อมา(ตอนนี้เสียดายมากครับ) หลังจากชิมเหล้าเสร็จก็แวะปักธงชาติ(ฝีมือท่านผบ.)บอกให้ชาวโลกรู้ว่าคนไทย ก็มาเหยียบแล้วนะจ๊ะก่อนขึ้นรถไปโรงกลั่นสุดท้ายของทริปนี้ครับ

การคัดเลือกน้ำเหล้าต้องใช้อุปกรณ์ตัวนี้ช่วยครับ

โรงบ่มวิสกี้ครับ อยากจะงัดลูกกรงเข้าไปแล้วเอาหลอดดูดครับ

ที่ไปเนียนขอชิมเพิ่มมา รสชาติดีเลยครับอยากได้ซักขวดจัง

ทั้งทริปนี้ผมชอบขวดนี้สุดครับ น้ำหนักดีมากๆ เลยครับ ตอนนี้เสียดายไม่ได้ซื้อ

ปักธงชาติแล้วนะครับ (แต่ป่านนี้คงแปลงสภาพเป็น Peat ไปเรียบร้อย)
และแล้วก็มาถึงโรงกลั่นสุดท้ายในทริปนี้ โดยขับรถออดจาก Laphroaig ประมาณไม่ถึง 5 นาทีอะไรจะเร็วปานนั้นยังไม่ทันส่างเลยก็มาถึงซะแล้ว Lagavulin (ลา-กา-มู-ลิน) เมื่อก่อนที่ผมเพิ่งจะรู้จัก Single Malt Whisky ใหม่ๆ ก็มีเจ้านี่แหละที่มักจะอ่านเจอในบทความบ่อยๆ ว่ามันเทพมากเป็นที่ใฝ่หาของนักดื่ม Single Malt Whisky ซึ่งเท่าที่ผมคุยกับสมาชิกทุกคนก็ล้วนแต่อยากลองตัวนี้กันและผมเองก็เป็น หนึ่งในคนเหล่านั้น(ช่วงพีทสุดๆ ผมมีเก็บไว้ 5ขวดเพราะกลัวหาไม่ได้แต่ตอนนี้กินเกือบหมดแล้ว) โดยก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนรีวิวไปแล้ว 3ตัวผมยอมรับครับมันไม่ได้มีดีแต่ชื่อ เมื่อมาถึงโรงกลั่นแล้วเข้าไปด้านในก็เป็นร้านขายสินค้ามีวิสกี้ Lagavulin อยู่ 3 ตัวครับที่หน้าสนใจคือตัว 16ปีพร้อมลายเซ็น Master Blender ครับ โรงกลั่นนี้เราจะไม่ได้เที่ยวชมกันแต่ได้ลองชิมวิสกี้ 3 ตัวพร้อมเอาแก้วกลับบ้านได้ในราคา 6ปอร์นครับ ผมเองก็คงต้องขอจัดครับ ทั้งที่ทั้งวันซัดเหล้าไปแล้ว 9แก้ว+เบียร์อีก 1 ขวด นาทีนี้คงไม่มีอะไรจะฟินเท่าดื่ม Lagvulin ที่โรงกลั่น Lagavulin ครับ

Lagavulin ที่ตั้งโรงกลั่นสวยมากเลยครับ

ถึงแล้วครับ ตอนนี้เริ่มตึงๆ แล้วครับ
ตัวแรกที่ได้ลองเป็นตัว 16ปี...ตัวนี้ผมขอผ่านครับ ตัวต่อมาเป็น Double Matured Lgv 4/500 เป็นตัวล่าสุดที่วางขายปีนี้ครับการ Double Matured เป็นการนำวิสกี้ ไปบ่ม 2ครั้ง ซึ่งอาจเป็นการบ่มถังแรกแล้วไปต่อถังสอง(ส่วนใหญ่จะเรียก Cask Finish) หรือการเอาวิสกี้ถังต่างชนิดกันตั้งแต่ 2ถังขึ้นไปมาผสมกันและบ่มต่อในถังที่ 3 ครับตัวนี้สัมผัสจะนุ่มนวลหน่อยครับ กลิ่นควันสมดุลมากับกลิ่นหวานๆ แนววนิลา คลาเมล ไวท์ช๊อกโกแลต อกเชย บอร์ดี้กลางไปทางเต็มจบยาวๆ ตัวต่อมาเป็น 12ปี Cask Strength บรรจุปี 2012 ดีกรีความแรงที่ 56.1%การบรรจุแบบ Cask Strength คือการบรรจุเหล้าลงขวดแบบบรรทุกดีกรีแอลกอฮอล์มาเต็มๆ ไม่มีการผสมน้ำครับ ซึ่งเหล้าส่วนใหญ่ที่เราดื่มๆ กันหากสังเกตุดีๆ จะดีกรีประมาณ 40% ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่างครับเช่น กฎหมาย การตลาด รสชาติ อันนี้ก็ว่ากันไป(ถ้าใครบอกกินเหล้าตัวนี้เมาตัวนั้นไม่เมา...ผมว่าโคตรมั่ว ถ้าดีกรีมันเท่ากันกินยังไงก็เมาเท่ากันครับ) สัมผัสตัวนี้ออกเผ็ดครับรสชาติหวานๆ เค็มๆ กลิ่นควันชัดมากกว่าตัวที่แล้วจนบังพวกความหอมหวานของคลาเมล เนย วนิลา บอร์ดี้กลางๆ จบไปยาวๆ โรงกลั่นนี้ผมชอบเอกลักษณ์ของเค้าตรงเรื่องของสมดุลของกลิ่นควันและบอร์ดี้ ที่ดีครับ หลังจากชิมและซื้อของเสร็จผมก็กลับไปทานดินเนอร์สุดหรูกับท่านผบ. ก่อนจะเดินทางกลับลอนดอนในวันถัดไปครับ และผมขอจบการเล่าประสบการณ์การทัศนะศึกษาแต่เพียงเท่านี้ครับ

Double Matured Lgv 4/500 ดื่มแล้วหลงรักเลย ฝีมือจริงๆ ครับ
Lagavulin 12ปี Cask Strength 2012 ยังคงความสดได้เต็มๆ ไม่เปลี่ยนแปลง

โบกรถกลับหล่ะครับ
ในการเดินทางครั้งนี้ผมได้ประสบการณ์เยอะมากครับมีหลายๆ เรื่องที่ไม่ได้เอามาเขียนหากเพื่อนๆ อยากทราบข้อมูลวิสกี้เพิ่มเติมก็สอบถามเข้ามาได้ครับ หรือสนใจจะมาเที่ยว Islay ต้องศึกษาข้อมูลซักนิดเพราะที่เกาะนี้ไม่ได้เปิดรับนัดท่องเที่ยวตลอด และการเดินทางทางบก+น้ำต้องเผื่อเวลาเดินทางไป-กลับไว้เลย 2วันแต่หากใครไม่อยากนั่งยาวขนาดนี้ที่เกาะก็มีสนามบินครับซึ่งก็ต้องดู ตารางการบินให้ดีๆ ใครสนใจจริงๆ ผมยินดีให้คำแนะนำอย่างเต็มที่ครับ

ร้าน Loch Fyne Whiskies ร้านนี้ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาบ Fyne เป็นร้านจำหน่ายวิสกี้ที่ได้รับรางวัลเยอะมากมีวิสกี้ที่เป็นแบรนด์ของร้าน และที่สำคัญวิสกี้เยอะจริงๆ ราคาก็ดีด้วยครับ วันเดินทางกลับจึงต้องแวะซื้อติดมือมาซะหน่อย
 ติดตามพวกเราได้ทั้งทางทั้ง Blog เย็นย่ำก็ร่ำสุรา Webboard http://www.montfort27.com/forum/index.php?topic=2174.0 และ https://www.facebook.com/yenyumramsura นะขอรับกระผม