พวกผมแค่ชมชอบในรสชาติของสุรา เรื่องราวที่เขียน เริ่มต้นจากความชอบและความสนใจ ที่นำไปสู่การค้นหา
เมื่อได้รับรู้ และทดลองด้วยตัวเองแล้วก็อยากแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ และคนอื่นๆ ที่สนใจในเรื่องเดียวกันครับ

ข้อคิดเห็นที่ให้เกี่ยวกับเรื่องการร่ำสุราในแต่ละประเภท เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ที่ได้มาจากการลองของด้วยตัวเอง
ที่แค่อยากรู้ และอยากลองตามประสาครับ ผิดถูกประการใดก็คงไม่สามารถรับรองได้ครับ ขอน้อมรับคำแนะนำ และติชมทุกประการครับ


*** หมายเหตุ *** สงวนสิทธิ์สำหรับการอ่านและนำไปใช้ประกอบบทความเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้กัน และไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปใช้ในเชิงพาณิชย์ทุกอย่างครับ

วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554

Jack Daniel's Silver Select

สำหรับขวดส่งท้ายเดือนนี้เลือกอยู่นานเชียวครับ ลังเลอยู่ครับ ว่าจะซ้ำรอย Jameson ดี หรือว่า เลือกตัว Glenlivet 15 Yo ดี มองแบบชั่งใจอยู่นาน 
สุดท้ายมาลงตัวกับ JD Silver Select ขวดนี้ซ่ะงั้น shock
ด้วยความเบื่อบรรยากาศ Scotch อยากเปลี่ยนเป็นแนวอเมริกัน ดูบ้างครับ หลังจากเว้นจากแนวคาวบอยไปเสียนานครับ

ไม่ให้เสียเวลาเริ่มที่สีเหมือนเคยครับ สีออกแนวทองแดงใสๆ ครับ
เมื่อวนแก้วเพื่อดูขานั้นพบว่าขาเหล้าค่อนข้างหนืดดีครับ ไหลช้าแต่ขนาดขาไม่ใหญ่ออกไปทางเล็ก แต่แปลกที่ไหลช้ามากครับ 

ต่อด้วยกลิ่นนั้นจัดว่าตัวนี้กลิ่นของน้อง Alc ค่อนข้างแรงครับ กับความร้อนแรงของน้องเขาที่ 50% ALC. หรือ 100 Proof ตามมาตราฐานอเมริกันครับ แต่ก็เจือด้วยกลิ่นโอ๊ก และกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของเหล้าตระกูลนี้อยู่อย่างครบถ้วนนะครับ  ติดแต่ว่ากลิ่นของน้อง ALC. นั้นแรงไปนิดครับ
แบบนี้ Neat คงม่ายหวายแน่ๆ ครับ  กลัว แต่ต้องลองก่อนตามสไตล์ลิ้นบ้านๆ อย่างผมเช่นเคยครับ  
รสชาติดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ครับ นิ่มพอประมาณ 
นี่ถ้าไม่ติดว่ากลิ่นตัวน้อง Alc แรงไปหน่อยนี่ ผมว่าแหล่มกว่าตัว JD Monogram ครับ แบบ Neat นี่ผ่านครับสำหรับผม
ทิ้งอาการ Burn แบบซ่าๆ ไว้ที่ลิ้น กับความหวานเจือความขมนิดๆ ไว้ที่โคนลิ้น แต่ Burn แบบซ่าๆ ในลำคอนี่นานเชียวครับ
ด้าน After นั้นไม่ค่อยยาวตามสไตล์ของพวกอเมริกันวิสกี้ครับ แต่ก็ทิ้งความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของ JD ไว้ในโพรงจมูกแบบพอประมาณครับ

แต่เมื่อเติมน้ำเจือลงไปนิดหน่อยความหอมหวานของ After นั้นยาวขึ้นครับ ไม่ก็ไม่ยาวมาก ส่วนอาการอื่นๆ นั้นไม่ต่างไปจากเดิมครับ
เรียกได้ว่าน้องเขาเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายดีครับ 
 รีวิวนี้เป็นรีวิวแบบบ้านๆ ลิ้นบ้านๆ ไม่รับประกันความถูกต้องเช่นเคยครับ 
สำหรับแบบ Neat กับเจ้านี่แล้วผมเลือกตัว JD Gentleman ดีกว่าครับ
คงต้องหาโอกาสซ้ำแบบเจือน้ำแร่ลงไปบรรเทาความร้อนแรงของน้อง ALC. อีกสักรอบครับ 


หลังจากมีโอกาสเจือน้ำ+น้ำแข็งลงไปพบว่ามันนิ่มขึ้นเยอะเชียวครับ 
แบบชิวเอ้าส์กับเพื่อนๆ ได้อย่างสบายๆ เชียวครับ

วันอังคารที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2554

Glendullan

เป็นขวดแรกที่ทำเอาผมใจแป๋ว เพราะเปิดแล้วเล่นเอาซ่ะจุกก๊อกหักคา ส่วนที่เหลือก็เลยลอยละล่อง อยู่ข้างในขวดตามสภาพที่จะได้เห็นต่อไปครับ
เช่นเคยนะครับ สำหรับการลองด้วยลิ้นบ้านๆ ตามความรู้สึกล้วนๆ ไม่รับประกันความถูกต้องเหมือนทุกครั้งครับ 
เริ่มที่สีตามธรรมเนียม ออกแนวทองใสๆ ดูแล้วเพลินตาน่าลิ้มลองเป็นอย่างยิ่งครับ 
แกว่งเพื่อดูขา ไหลเอื่อยมากๆ ครับ ออกแนวขาหนักแต่ไม่ใหญ่ ค่อนไปทางเล็กถึงกลางครับ



ต่อด้วยกลิ่นนะครับ ออกแนวหอมสดชื่นด้วยกลิ่นของผลไม้ตามแนวทางของกลิ่นเหล้าเขต Speyside กับ Highland ครับ
กลิ่นของโอ๊กสำหรับผมแล้วค่อนข้างน้อยนะครับ เอาอะไรแน่นอนกับจมูกบ้านๆ ไม่ค่อยจะได้นักนะครับ 



รสชาติบ้างดีกว่าครับ สำหรับ Glendullan ขวดนี้สำหรับผมแล้วจัดเป็นของแปลกใหม่ครับ
อมเปรี้ยวนิดๆ ครับ ยังไม่เคยเจอแนวแบบนี้มาก่อนเลยครับ มีอาการ burn ที่ปลายลิ้นเล็กน้อยในรอบแรกครับ
แต่รอบถัดมานี่ไปจมอยู่ที่ลำคอครับ ช่วงปลายๆ ที่ทิ้งความเปรี้ยวอมหวานไว้ในปาก ไม่มีกลิ่นควันครับสำหรับเจ้านี่
กลิ่นโอ๊กก็ไม่ค่อยมีครับสำหรับผมนะครับ

After taste สำหรับผมในรอบแรกไม่ยาวและไม่ชัดนักครับ ทำให้ไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นเพราะเหล้าเก่าเก็บแบบที่คุณตือแจ้งมาก่อนหรือปล่าว
ทำให้หา After taste ค่อนข้างลำบากสำหรับลิ้นบ้านๆ อย่างผม
พอลองรินรอบสอง จับทางได้หน่อยครับ ว่าเป็นเพราะแก้วแรกเรารินทิ้งไว้นานไปหน่อยนี่เองครับ
ชิมอีกรอบทิ้งความหวานแบบแห้งๆ ไม่ช่ำเหมือนแนวพวก Islay ครับ แต่ก็ยาวพอประมาณครับ
ถือว่าค่อนข้างประทับใจกว่าที่คิดเอาไว้ครับ ดื่มชากันดีก่า

แอบบอกไว้นิดครับว่ารอบแรกที่เปิดดมกลิ่นนั้น เกร็งนิดๆ ครับ
กลัวว่าจะออกอาการหอมแต่กลิ่น จูบไม่หวานเหมือน Glen Elgin กับ Ballantine's 21 YO ครับ 

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

Hennessy V.S. 40%


วันนี้ขออนุญาตข้ามฝั่งมาที่ Hennessy Conge ตัวนี้ผมคงไม่มีอะไรกล่าวถึงมากเพราะไม่ใช่แนวที่ถนัดเลยครับ โดยข้อมูลเบื้องต้นที่พอทราบเกี่ยวกับ V.S. ขวดนี้คือเป็น Conge ที่เพิ่งจะเข้ามาทำตลาดในบ้านเราประมาณปี 2010 เน้นตลาดรองลงมาจาก V.S.O.P. ที่ราคาจะสูงกว่าเกือบๆ เท่าตัวซึ่งเน้นที่ความหลากหลายในการนำมาผสมกับ mixer เพื่อให้เข้าถึงสไตร์ของกลุ่มลูกค้าที่อยากจะลองสิ่งใหม่ๆ ในราคาที่เอื้อมถึง

Appearance: สีน้ำตาลสนิม ขาเล็ก
Aroma: กลิ่นน้ำผึ้งนำอ่อนผสมผลไม้ตามสไตร์เหล้าองุ่น
Taste: รสหวานเด่น กลิ่นผลไม้และเผ็ดปลาย
With Water: รสเผ็ดหายไป หวานหอมผลไม้จางๆ ดื่มง่ายขึ้น
Finish: ทิ้งรสหวานไว้ไม่ยาว และเผ็ดเล็กน้อยที่ปลายลิ้น

สรุป: เป็นสุราที่เหมาะกับการผสม mixer มากกว่าดื่มแบบเพียวๆ ถ้าไม่คิดมากเรื่องราคาก็ถือว่ารสชาติดีทีเดียว แต่รวมๆ แล้วผมหันไป Regency ดีกว่าราคาถูกกว่ากันเยอะแต่ให้ความสนุกสนานใกล้เคียงกัน

วันพุธที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

Glenfiddich 12 Yo

หุบเขาแห่งกวางขวดนี้เหมาะสำหรับในยามที่เราต้องการความอบอุ่น และการปลอบโยนได้เป็นอย่างดีเชียวครับ ในวันเหงาๆ หยิบเจ้านี่มานั่งเป็นเพื่อนคลายความเหงาได้เป็นอย่างดีครับ

เริ่มที่สีเช่นเคยนะครับ มองไม่ออกเมื่อตอนที่อยู่ในขวดด้วยความที่ขวดนั้นเป็นสีเขียวมรกตสดใสครับ เมื่อรินอออกมาสีทองสดใสเป็นประกายดูดีเชียวครับ เมื่อแกว่งเพื่อดูขานั้น ขนาดของขากลางๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่ ไหลเอื่อยๆ ไม่เร็วไม่ช้า ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตราฐานครับ

ในเรื่องของกลิ่นนั้น สดชื่นด้วยกลิ่นของผลไม้เจือกลิ่นโอ๊กบางๆ ได้กลิ่นแล้วชวนให้สดชื่นเชียวครับ

ว่ากันที่รสชาติต่อเลยนะครับ อุ่นๆ หวานๆ ติดปลายลิ้นดีชะมัดครับ สำหรับจิบแรกที่ได้ลิ้มลอง ทิ้งกลิ่นหอมของควันจากโอ๊กจางๆ ไว้ในปาก ไม่มีอาการ Burn ที่ลิ้นและลำคอเมื่อไหลผ่านลำคอ
บอกได้คำเดียวว่าคุ้มค่าสมราคาสำหรับเหล้าตระกูลนี้เช่นกันครับ

After Taste นั้นต้องบอกว่า นุ่มนวล หวานละมุ่นติดปลายลิ้น สมคำร่ำลือที่ได้ยินได้ฟังมาครับ ทิ้งความอยากไว้ให้ต้องรินเพิ่มเพื่อลิ้มลองได้เรื่อยๆ เรียกความสดชื่น ให้กลับคืนมาได้เป็นอย่างดีครับ

The Macallan Fine Oak 10Yo

สำหรับผมแล้ว The Macallan Fine Oak 10 Yo จัดเป็นเหล้าที่คุ้มค่าเกินค่าตัวครับ เจ้าตัวนี้เหมาะกับนิยามที่ว่า "เหล้าดีไม่จำเป็นต้องแพง และบ่มนาน" ได้เป็นอย่างดีเลยครับ ผมได้มาจากชายแดนแม่สายเหมือนกันครับ ค่าตัวที่ 1000+ นิดหน่อยครับ

เริ่มที่สีเช่นเคยนะครับ สีทองอำพันอ่อนๆ ไม่เข้มออกแนวทองใสๆ ขาของเหล้าค่อนข้างเล็ก แต่ไม่เบา เนื่องจากผ่านการหมักบ่มเพียงแค่ 10 ปีครับ

ในด้านของกลิ่นนั้น ข้อมูลจากผู้ผลิต เจ้า Macallan Fine Oak ขวดนี้ผ่านการบ่มจากถังถึงสามชนิด กลิ่นที่ได้จึงค่อนข้างผสมกัน แต่ค่อนข้างลงตัวเชียวครับ จากการดมกลิ่นด้วยจมูกบ้านๆ อย่างผมนั้นได้กลิ่นคล้ายๆ พวกอเมริกันวิสกี้ เจือด้วยกลิ่นของไม้ Sherry Oak ที่หลังๆ มานี่เริ่มจะหลงเสน่ห์ของมันเข้าแล้วล่ะครับ

รสชาติ นั้นค่อนข้างลงตัว แม้ว่าจะเป็นเหล้าที่ผ่านการบ่มเพียงแค่ 10 ปี กลิ่นของเครื่องเทศที่ถือเป็นจุดเด่น และเอกลักษณ์ของเหล้าตระกูล The Macallan นำหน้า แต่ไม่เผ็ดร้อนแบบตัว Sherry Oak 12 Yo ตามด้วยความหอมหวานของคาราเมล ไว้ที่ปลายลิ้น ทิ้งกลิ่นหอมๆ ของโอ๊กไว้เป็นอย่างสุดท้ายเมื่อไหลผ่านลำคอ อย่างไม่มีอาการบาด หรือที่เรียกว่า Burn ครับ

After Taste นั้นจัดว่าน่าประทับใจกว่าตัว Sherry Oak 12 Yo และ Elegancia ที่ได้ลองไปก่อนหน้านี้ อาจเป็นที่ความชอบส่วนตัวของผมที่นิยมความหวาน มากกว่าความเข้มและเผ็ดร้อนของเครื่องเทศที่เป็นเอกลักษณ์ของเหล้าตระกูลนี้ก็ได้ครับ เจ้านี่ทิ้งความหวานละมุ่นไว้ค่อนข้างยาว ชนิดที่ชวนให้อยากรินเพิ่มเพื่อลิ้มลองเรื่อยๆ เชียวครับ ชักประทับใจกับเหล้าตระกูลนี้มากขึ้นเรื่อยๆ กับความแตกต่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนในแต่ละรุ่นครับ

สรุปแล้วตัวนี้จัดเป็นอีกตัวที่เหมาะกับการสังสรรในยามพลบค่ำกับเพื่อนสนิท เพื่อผ่อนคลาย นั่งพูดคุยกับแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ได้สบายๆ ครับ และที่สำคัญที่สุดคุณภาพนั้นเกินค่าตัวเป็นอย่างยิ่งครับสำหรับผม