พวกผมแค่ชมชอบในรสชาติของสุรา เรื่องราวที่เขียน เริ่มต้นจากความชอบและความสนใจ ที่นำไปสู่การค้นหา
เมื่อได้รับรู้ และทดลองด้วยตัวเองแล้วก็อยากแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ และคนอื่นๆ ที่สนใจในเรื่องเดียวกันครับ

ข้อคิดเห็นที่ให้เกี่ยวกับเรื่องการร่ำสุราในแต่ละประเภท เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ที่ได้มาจากการลองของด้วยตัวเอง
ที่แค่อยากรู้ และอยากลองตามประสาครับ ผิดถูกประการใดก็คงไม่สามารถรับรองได้ครับ ขอน้อมรับคำแนะนำ และติชมทุกประการครับ


*** หมายเหตุ *** สงวนสิทธิ์สำหรับการอ่านและนำไปใช้ประกอบบทความเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้กัน และไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปใช้ในเชิงพาณิชย์ทุกอย่างครับ

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

บ้าเหล้าทัศนะศึกษา ณ ดินแดนปลาดิบ Part 1

สวัสดีครับเพื่อนๆ สบายดีกันไหมครับ ผมเองห่างหายการรีวิวสุราไปซะนาน มาถึงเดือนแห่งวันหยุดเมษายน ฉลองสงกรานต์ผมได้ไปเก็บข้อมูลมาเขียนรีวิวมาให้อ่านกันครับ

เดือน นี้ผมประเดิมรีวิวโรงกลั่นที่ประเทศญี่ปุ่น นั่นก็คือ Yamazaki และ Hakushu ในเครือ Suntory ครับ แต่จากทริปของผมคือจะเริ่มที่ Hakushu แล้วไป Yamazaki แต่ว่าเพื่อให้อ่านแล้วเข้าใจง่ายๆ ผมขอเขียนย้อนจาก Yamazaki แล้วค่อยไปต่อ Hakashu นะครับตามลำดับการก่อตั้ง

ป้ายใหญ่ๆ ชัดเจน
โรงกลั่น Yamazaki ตั้งอยู่ในเมืองเกียวโตครับ การเดินทางมาไม่ยากเพราะมีสถานีรถไฟใกล้ๆ โรงกลั่นเลยครับ สามารถเดินเข้ามาได้เลย ตัวโรงกลั่นตั้งอยู่ในเขตชุมชนด้านหลังเป็นภูเขาวิวมองเข้าไปสวยมากครับ โรงกลั่น Yamazaki ก่อตั้งโดยคุณ Shinjiro Torii ในปี 1924 ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรงกลั่นวิสกี้แห่งแรกในประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ได้รับความร่วมมือจากคุณ  Masataka Taketsuru (ผู้ก่อตั้ง Nikka ในภายหลัง) ซึ่งแน่นอนหล่ะตามสไตย์ของคุณ  Masataka Taketsuru ผู้ซึ่งไปล่ำเรียนวิชาอยู่ที่ Scotland Yamazaki จึงได้รับอิทธิพลจาก Scot และ Iris มาเต็มๆ โดยตัวโรงกลั่นจะทำ Malt whisky และ Grain whisky โดยจะมีตัวหลักๆ ให้เห็นคือ Yamazaki Single Malt Whisky, Suntory Blended Whisky, Hibiki Blended Whisky ซึ่งทั้ง Yamazaki และ Hibiki แสดงให้ชาวโลกได้เห็นแล้วว่าสุดยอดขนาดไหนกวาดรางวัลมาไม่รู้กี่สำนัก และต่างได้รับชมเชยจากนักเขียน นักวิจาณมากมาย


เดินไปทางนี้นะแจี

สำหรับการทัวร์โรงกลั่นนั้นสามารถ walk-in และติดต่อตรง information center ได้เลยครับทางเจ้าหน้าที่จะดูรอบให้ซึ่งจะมีทุกๆ 1 ชั่วโมง รอบแรก 10 โมงเช้า และรอบสุดท้ายบ่าย 3 โมงค่าใช้จ่ายก็ฟรีครับ โดยเจ้าหน้าที่จะถามว่าใครขับรถมา คนที่ขับก็จะโดนแขวนป้ายว่าห้ามกินเพราะตอนจบการทัวร์จะมีให้ชิมเหล้าครับ ส่วนท่านที่จะมาเที่ยวเป็นคณะใหญ่ๆ ควรจองล่วงหน้าและตรวจสอบว่ามีการเปิดทัวร์หรือไม่เพราะที่โรงกลั่นอาจมีการ ปิดปรับปรุงในบางวันหรือบางทียาวเป็นเดือน (สามารถดูข้อมูลได้ที่ http://www.suntory.com/factory/yamazaki/index.html) สำหรับผมและชาวคณะได้รอบ 11 โมงครับระหว่างรอผมก็ได้เดินชมในส่วนของ Museum ที่เล่าถึงการมาถึงของวิสกี้ครั้งแรกในดินแดงอาทิตย์อุทัย และแสดงโชว์วิสกี้ของทางโรงกลั่นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แต่เนื่องจากผมต้องรอเวลาค่อนข้างนานจึงแอบมานั่งจิบวิสกี้ก่อนเพื่อฆ่าเวลา ตัวไหนบ้างไว้จะเล่าให้ฟังในตอนท้ายนะครับ

ภาพโฆษณาช่วงแรกๆ
ขวด Whisky รุ่นแรกๆ
กว่าจะมาเป็น Yamazaki Single Malt whisky

ชั้นวางเหล้าจาก Yamazaki จากถังต่างๆ

แต่ละขวดบอกแหล่งที่มาชัดเจน

ชั้นวางเหล้าจาก Yamazaki จากถังต่างๆ




จัดแสดงอุปกรณ์ทำถังไม้
เอาหม้อไม่ใช้แล้วมาตกแต่ง
ได้เวลาเจ้าหน้าที่ชายหนุ่มมาเรียกครับพร้อมพูดภาษาญี่ปุ่นรัวๆ ฟังไม่รู้เรื่อง แต่มีเครื่องแปลภาษาให้กดตัวเลขฟังตามสถานีต่างๆ ครับ โดยสถานีแรกเจ้าหน้าที่ก็บรรยายประวัติไปตามที่ผมได้เกริ่นไว้ในตอนแรกเมื่อ บรรยายจบก็พาเดินไปชมห้อง Mash House & Fermentation room ครับเปิดเข้าไปก็ต้องผง่ะสำหรับผู้ที่ไม่ชินกลิ่นบูดๆ เปรี้ยวๆ อบอวลเนื่องจากกระบวนการหมัก Wash ซึ่งในห้องนี้มีหม้อต้มและถังไม้ขนาดใหญ่อยู่เรียงรายประมาณ 10 ใบ ที่น่าสังเกตุคือที่ Yamazaki มีการใช้ Peat นำเข้าจาก Scotland ในการรมควัน Malt ด้วยครับทำให้วิสกี้ที่ได้มีกลิ่นของควันและ Peat เข้ามาผสมผสาน
ภาพแสดงกระบวนการทำวิสกี้

ทางเข้าห้อง Mash House & Fermentation room
หม้อต้ม



ถังหมัก

ข้าวบาเลย์
โม้จนได้ปลายข้าวสำหรับหมัก


Peat เขาก็ใช้นะ

ต่อมาเป็นส่วนของการกลั่นครับ ที่นี่ใช้ระบบกลั่น 2 ครั้งคือ Wash Still และ Sprit Still ตามรูปแบบมาตรฐานของ Scotland เลยครับ คือกลั่นครั้งแรกได้เหล้าดีกรีประมาณ 20 และจึงส่งไปกลั่นอีกหม้อเพื่อให้ได้ดดีกรีประมาณ 60 ก่อนจะนำไปบรรจุถังครับ
หน้าห้องกลั่น
หลังจากห้องนี้เจ้าหน้าที่ก็พาเดินเข้าไปด้านใน นั่นคือห้องบ่มครับ จะเป็นห้องมืดๆ อับๆ เย็นๆ โดยเจ้าหน้าที่บรรยายว่าห้องนี้จะไม่คุมอุณหภูมิปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ของมัน โดยเหล้าที่เก็บในถังจะแอบเล็ดรอดออกมาตามเนื้อไม้เฉลี่ยปีละ 2% ซึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Angle Share ไอ้ 2% ก็อบอวลอยู่ในห้องนี้หล่ะครับใครคอไม่แข็งก็อาจเมาได้กันเลยทีเดียว ที่นี่มีถังมากหมายหลายชนิดตั้งแต่ถัง Ex-bourbon ถัง Sherry แต่ถังที่เป็นตัวชูโรงเป็นถังไม้ White Oak ที่นำเข้าสายพันธุ์มาจากอเมริกาและมาปลูกที่ญี่ปุ่นครับ มีชื่อเรียกว่า Mizunara (ที่ญี่ปุ่นมี Chivas รุ่น Mizunara ขายด้วยหล่ะ) ในโรงบ่มยังคงมีถัง No.1 เก็บไว้อยู่ครับ

ทางเข้าห้องบ่ม
ผู้บรรยายชาวญี่ปุ่น
แสดงการหลบหนีของวิสกี้

ภาพจะๆ วิสกี้สัมผัสกับเนื้อไม้

ภายในโรงบ่ม


ถัง No.1
จบจากห้องนี้เจ้าหน้าที่ก็พามาห้องใหญ่ๆ มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งพร้อมให้เราไปเลือกเครื่องดื่มที่เตรียมไว้ให้ครับ มีน้ำแร่ น้ำส้ม และ Highball หรือก็คือ Yamazaki Single Malt Whisky no aged ชงโซดาใส่เลมอนครับ และแถมท้ายด้วย Yamazaki Single Malt Whisky ตัวเดิมกินแบบเพียวๆ ครับ สำหรับรสชาติตัวนี้ผมคิดว่าเป็นอะไรที่เบาๆ บอร์ดี้แบบแห้งๆ มีกลิ่นไปทางผลไม้ ติดชเอม คลาเมลนิดๆ ไม่โดดเด่น เน้นกินง่ายกินสนุกครับ ต่อมาก็เป็นร้านขายของครับ แน่นอนหล่ะมีวิสกี้รุ่นหลักๆ ของ Suntory ทั้ง Yamazaki, Hakushu, Hibiki ราคาก็แนะนำว่าซื้อที่สนามบินจะดีกว่า ส่วนตัวแปลกๆ ก็มีตัว Grain Whisky และ Yamazaki แบบนับจำนวนการผลิต และมีสินค้าที่อื่นๆ เช่นแก้ว พวงกุญแจ และขนมขบเคี้ยวต่างๆ

ด้านหลังเป็นภูเขา ตรงกลางโรงกลั่นมีถนนตัดผ่าน เด็กๆ ก็ใช้เป็นทางเดินไปโรงเรียนกันสบายใจเฉิ่ม

หม้อเก่าๆ เอามาประดับสวน

มีสวนอยู่ภายในโรงกลั่นด้วย


Yamazaki Single Malt Whisky no aged ที่ได้ลองกัน
Highball - การชงวิสกี้กับน้ำแข็ง โซดาและเลมอน


สำหรับตัวที่ผมได้ลองที่โรงกลั่นนี้มีด้วยกันทั้งหมด 6 ตัวถือว่าจัดหนักเลยทีเดียว


เริ่มที่ The Macallan 30 ปี ตัวนี้ หอมฟุ้งรุนแรง กลิ่นแนวผลไม้สุกๆ เชอร์รี่ ผิวส้ม หวานฉ่ำเต็มปากเต็มคำ เผ็ดนิดๆ บอร์ดี้แน่นๆ จบแบบยาวจนลืม


ต่อมาเป็น Hibiki 30 ปี กลิ่นเมื่อแรกสัมผัสจะอ่อนกว่า Macallan แต่มีกลิ่นที่ซับซ้อนกว่าตั้งแต่ผลไม้แนวๆ ส้ม ไปจนถึงกลิ่นไม้ หรือลูกไม้อย่าง walnuts รสยังคงหวานแต่เผ็ดกว่า Macallan บอร์ดี้กลางๆ จบไปแบบยาวเหยียดอีกตัว





ต่อมาเป็น Hibiki 21 ปี กลิ่นยังคงแน่นๆ ไม่แพ้พี่ใหญ่ 30ปี มีความสดชื่นของดอกไม้เข้ามาแทรก กลิ่นผลไม้แห้งลูกพรุนลูกเกดมาหมด บอร์ดี้กลางๆ จบน่าจะยาว ตอบยากจริงๆ เพราะ 2 ตัวก่อนหน้ายังค้างอยู่เลย


ต่อมาเป็น Bowmore 25 ปี กลิ่นแนวผลไม้เชื่อม กลิ่นไม้ไหม้แห้งๆ แต่เมื่อลองหลัง 3 ตัวก่อนหน้าที่มีความโดดเด่นในกลิ่นผลไม้แล้ว Bowmore 25 ปีจึงเหลือแต่กลิ่นควันโดดเด่น กับบอร์ดี้นวลๆ จบควัน เชอร์รี่ชัดยาวพอสมควร

ต่อมาเป็น Bowmore 18 ปี ตัวนี้กลิ่นถือว่าต่างกับตัว 25 ปีคนละทางเลยครับ กลิ่นควันแห้งๆ นำมาเด่นๆ  กลิ่นน้ำตาลไหม้ น้ำมันดิน บอร์ดี้เบา จบไปทาง Dry



สุดท้ายเป็น New made spirit มันคือเหล้า Yamazaki กลั่นออกมาใหม่ๆ เลยครับ ตัวนี้กลิ่นรับไม่ได้เลยครับ เกินบรรยายว่ามันคืออะไร แค่ดมก็แทบพุ่ง(กลิ่นแอลกอฮอล์แรงๆ ปนมากับนมบูดๆ) ต่างกับ New make spirit ของ Scotland ที่ผมเคยลองมากครับ หรือว่านี่คือความลับที่มำให้ Yamazaki ได้รางวัลมากมาย



4 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ24 เมษายน 2557 เวลา 11:34

    ขอบคุนมากครับ บทความน่าสนใจมากๆ

    ตอบลบ
  2. ไม่ระบุชื่อ24 เมษายน 2557 เวลา 14:56

    ติดตาม

    ตอบลบ
  3. จะมุ่งหน้าสู่ Sendai ตอนไหนครับ โรงกลั่น Miyagikyo ยอดภูผาน้ำแข็งตั้งอยู่ที่นั่น ขอบคุณสำหรับ review ครับ
    หวังว่าวันนึง จะมีชนิดวิสกี้ที่หลากหลายในเมืองไทยมากขึ้นนะครับ

    ตอบลบ
  4. ผมดีใจมากๆ ครับ ที่เพื่อนๆ ชอบและติดตาม blog ครับ

    Miyagikyo ถ้ามีโอกาสก็อยากไปครับ ผมเคยไป Yoichi ในเครือ Nikka เหมือนกันสวยมากครับ(เคยรีวิวไว้แล้วครับ)

    Whisky ในเมืองไทยพอมีความหวัง ตอนนี้ตัวที่มีหากรู้จักร้านและกำลังทรัพย์ถึงก็มีให้เลือกพอสมควรครับ

    ตอบลบ