Limited Edition ตัวที่ 5 ของ Series Edition จากค่าย The Macallan ผ่านการบ่มด้วย American Oak Cask โดยใช้ Whisky จากถัง 3 ประเภทในสัดส่วนที่ต่างกัน
1. Butt First Fill 30% เพื่อให้ได้สีที่เข้ม และรสชาติที่จัดจ้าน
2. Barrel Second Fill 33% เพื่อให้ได้สีที่อ่อนลงมาเล็กน้อย กับรสชาติที่กลมกล่อม
3. Hogshead American Cask 37% จะให้ในเรื่องของกลิ่น Citrus, Vanilla, Tropical Fruit
ข้อมูลเหล่านี้มาจากข้างกล่องที่บรรจุมาทั้งหมด
สำหรับ The Macallan Edition No. 5 ขวดนี้เป็น SR หรือ สปอนเซอร์รีวิวที่ผมไม่ได้ซื้อเอง แต่ก็จะขอเขียนตามความรู้สึกเหมือนเช่นเคยไม่รับประกันความถูกต้องครับ
สี Amber Gold คล้ายสีฟางข้าวเก่า
กลิ่น Tropical Fruit ค่อนข้างชัดเจน เสาวรส มะม่วงสุก อบเชยเจือมาบาง ๆ เล็กน้อย โดยรวมแล้วกลิ่นเหมือนไม่ใช่ Macallan ที่คุ้นเคยสักเท่าไหร่ ถ้าจะให้เทียบกับ Fine Oak และ Sherry Oak ก็คือกลิ่นออกไปทาง Fine Oak มากกว่า แซมด้วยกลิ่นที่ผมขอนิยามเองว่าเป็นกลิ่น New Spirit คล้ายกลิ่นส่าเหล้าแต่ไม่ฉุนเหมือนส่าเหล้าบ้านเรา กลิ่นนี้มักจะเจอในกลุ่ม Single Malt ที่เป็น NAS หรือไม่ระบุอายุในการบ่มเป็นส่วนใหญ่ครับ
รสชาติ เนื้อเหล้าออกแนว Light Body จิบแรกที่ได้คือความหวานนำ หวานแบบ Syrup ซึ่งแปลกดีปกติมักจะได้ความหวานแบบ Caramel จาก Macallan มากกว่า ตามด้วยความเผ็ดร้อนของเครื่องเทศ อบเชย พริกไทย ที่ค่อย ๆ กระจายตามขึ้นมา ปิดท้ายตามด้วยความหวานของ Syrup อีกครั้งบนลิ้น
Aftertaste ค่อนข้างจะสั้นไปสักนิด ทิ้งความหวานของ Syrup ไว้บนลิ้น และกลิ่น Tropical Fruit พอควรในปาก และลำคอ
Conclusion อันนี้เป็น คหสต. ล้วน ๆ
สำหรับคนที่เป็นสายสะสมมีตั้งแต่ Edition No. 1-4 จะเก็บให้ครบตาม Series ไปก็ไม่ว่ากันครับ
ส่วนคนที่เป็นสายดื่ม ขอย้ำอีกครั้งว่านี่เป็น คหสต. ล้วน ๆ กำจำนวนนี้ไปซื้อ Macallan Sherry Oak 12 กับ Macallan Triple Cask 12 รวมกัน 2 ขวด ก็น่าจะประหยัดกว่าในราคาที่ขายตามห้างบ้านเรา พร้อมกับความสุขในรสชาติที่น่าจะมากกว่าในจำนวนเงินที่พอ ๆ กัน
เขียนจบแล้วรู้สึกว่านี่อาจเป็น SR ขวดแรก และขวดสุดท้ายแล้วสิ :P
พวกผมแค่ชมชอบในรสชาติของสุรา เรื่องราวที่เขียน เริ่มต้นจากความชอบและความสนใจ ที่นำไปสู่การค้นหา
เมื่อได้รับรู้ และทดลองด้วยตัวเองแล้วก็อยากแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ และคนอื่นๆ ที่สนใจในเรื่องเดียวกันครับ
ข้อคิดเห็นที่ให้เกี่ยวกับเรื่องการร่ำสุราในแต่ละประเภท เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ที่ได้มาจากการลองของด้วยตัวเอง
*** หมายเหตุ *** สงวนสิทธิ์สำหรับการอ่านและนำไปใช้ประกอบบทความเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้กัน และไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปใช้ในเชิงพาณิชย์ทุกอย่างครับ
วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2563
วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2562
Caol Ila Cask Strength 61.6 %
เมื่อวานเคลียร์ตู้เหล้าพบสาวน้อยคนนี้แอบอยู่มุมในสุด Caol Ila Cask strength เก็บกันจนฝุ่นขึ้น วิสกี้ตัวแทนจากเขต Islay ที่บรรทุดีกรีมาแบบเต็มที่ 61.6% แอลกอฮอล์ ส่วนอายุนั้นไม่ได้บอกแต่คาดว่าน่าจะต่ำกว่า 12ปี
กลิ่น แอลกอฮอล์รุ่นแรงตามดีกรีข้างขวด แง้มๆ มาด้วยกลิ่นคล้ายน้ำมัน ติดน้ำผึ้งเล็กน้อย
รส หวาน เค็มเล็กน้อย เผ็ด กลิ่นคลัชไหม้ น้ำมันเบคอน อบเชย แฝงดอกไม้ และน้ำผึ้ง
จบ Finish ลากกันยาวๆ ทิ้งความเผ็ดร้อนไว้ที่คอ บอร์ดี้หวานมันเต็มปาก กลิ่นคลัชไหม้จางๆ ติดจมูก เครื่องเทศนั่วๆ อยู่ในปาก
สรุป รสเค็มเป็นคาแร็คเตอร์ที่ชัดเจนของสายเกาะ ถ้าให้ปิดตาชิมอาจจะนึกว่าเป็น Ardbeg เพราะมีกลิ่นควันโทนน้ำมันชัด ส่วนที่สวยงามและแตกต่างคือความเผ็ดและกลิ่นคล้ายเครื่องเทศจางๆ พ่วงมากับดอกไม้ บอกตรงๆ ว่าอยากจะได้มาซ้ำอีกซักครั้ง
วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2562
Talisker 10 years, 25 years and The Distillery Edition
คืนวันศุกร์ขอจิบเหล้าให้สบายอารมณ์ซะหน่อยผมขอเสนอวิสกี้จากเกาะ
Skye
นาม Talisker ยี่ห้อนี้ผมเคยรีวิวรุ่น
10ปีไว้นานมากหละ วันก่อนเห็นคาตู้อยู่ 3 ขวด คืนนี้เลยเอามารวบเลยหละกัน Talisker เรามักจะพบเห็นบ่อยๆ ตามร้านเหล้า
หรือ Duty Free มีรุ่นนู้นรุ่นนี้มากมาย แต่ถ้านับรุ่นกันจริงๆ
มีรุ่นหลักๆ ออกวนๆ อยู่แค่ 7 รุ่นเท่านั้นเอง และแน่นอนทุกรุ่นต้องมีกลิ่นควัน และเกือบทั้งหมดบรรจุมาที่
45.8ดีกรี ดีกรีอัดมาขนาดนี้แต่ราคาขายปลีกก็ถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ
คล้ายลูกเมียน้อยของ Diageo ที่ไม่ค่อยมีคนแล
Talisker 10 ปี กลิ่นควันนำเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน
มีวนิลาอ่อนๆ ผสมดอกไม้ รสชาติมีความหวานและเค็มนิดๆ ติดเผ็ดเพราะดีกรีสูง บอร์ดี้ถือว่ามีพอตัวกลิ่นควันฟุ้งกระจาย
จบ Dry ยังคงเอกลักษณ์ที่ความสมดุลทั้งกลิ่นควันและรสชาติหอมหวานลงตัว
Talisker The Distillery Edition ตัวนี้จะบ่มซ้ำถัง
Amoroso cask ต่อจากถัง American oak
ซึ่งจะผลิตออกมาปีละครั้ง กลิ่นนำควันขี้เถ้า และแทรกกลิ่นผลไม้แห้งแต่ยังอวนด้วยความหอมของดอกไม้จางๆ
รสชาติเผ็ดนำ มีความเค็มเล็กน้อยเรียกน้ำลายได้ดีจริงๆ บอร์ดี้แน่นแต่จบเร็วทิ้งความหวานฉ่ำไว้เต็มปาก
Talisker 25 ปี กลิ่นควันนำไม่แรง และมีกลิ่นคล้ายลูกเกต
รสชาติหวานฉ่ำนำโด่งเผ็ดตามมาเล็กน้อย กลิ่น Dark Chocolate เนยไหม้
บอร์ดี้แน่นฉ่ำไม่เผ็ดมาก จบมีกลิ่นหนังจางๆ หวาน ยาวกำลังดี
สรุป
น่าสนใจทั้ง 3 ตัว 10ปีมีความสมดุลทั้งกลิ่นควัน วนิลา ดอกไม้ สัมผัสเผ็ด รสหวานและบอร์ดี้ที่ไม่ดุมาก
ความรู้สึกส่วนตัวคือมัน classic ที่มีน้อยลงในวิสกี้สมัยนี้
ต่อมา The
Distillery Edition ได้บอร์ดี้ที่ใหญ่ขึ้นและมีกลิ่นผลไม้แห้งเพิ่มความซับซ้อนไปอีกแบบน่าจะเป็นวิสกี้ที่เริ่มเป็นสมัยนิยมมากขึ้นคือบอร์ดี้หนาๆ
หวานจัดๆ กินมากๆ แอบเลี้ยนส่วนตัว 25ปี คือความหล่อแม้จะเผ็ดแต่รสหวานนำและยังไม่ทิ้งกลิ่นทะเลอันเป็นเอกลักษณ์ที่แอบแทรมๆ
เข้ามาจบยาวบางไว้ล้างปาก pairing กับพวกขนมหวานได้สบาย
*ฝากไปคิดกันเล่นๆ
โรงกลั่น Talisker ไม่ได้ผลิต Malt เองแล้วใยจึงมีกลิ่นควันอันเป็นเอกลักษณ์????
วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561
The Macallan Quest Collection
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเทสวิสกี้ชุดใหม่ล่าสุดของ
Macallan เป็นชุดที่วางจำหน่ายเฉพาะตลาด
Travel retail พูดง่ายๆ ก็คือจำหน่ายตาม Duty Free นั่นแหละคือซัก 4-5 ปีมานี้หลายๆ แบรนด์เริ่มที่จะแบ่งแยกรุ่นที่ขายในตลาดปกติและตลาด
Travel retail ออกจากกันอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดความหลากหลายของสินค้ามากขึ้นและทำให้ราคาของทั้ง
2 ตลาดไม่ขัดกันเอง โดย Collection ใหม่นี้มาในนาม The
Quest Collection ประกอบด้วยกัน 4 ตัวได้แก่ Quest, Lumina,
Terra และ Enigma โดยจุดเด่นของชุดนี้เป็นการเล่นกับถังที่ใช้บ่มวิสกี้
Quest (การค้นหา,
แสวงหา) 40% ใช้ bourbon casks, sherry-seasoned
European oak casks, sherry-seasoned American oak casks และ
hogsheads – กลิ่นนำเด่นมาแนวผลไม้เปรี้ยวบางๆ
สัมผัสเผ็ดรสชาติเปลือกส้ม อบเชย ใบกระวาน เข้าใจได้ง่าย Body ค่อนข้างจะ Light จบ Dry ไม่ซับซ้อน
Lumina (แสง) 41.3%
ใช้ sherry-seasoned European oak casks, sherry-seasoned
American oak casks และ hogsheads – ยังคงแนวผลไม้เปรี้ยว
แทรงกลิ่นวนิลา สัมผัสเผ็ดรสชาติยังคงมีเปลือกส้ม อบเชย จันแปดกลีบ Body กลางๆ จบ Dry และกลิ่นเปลือกส้ม เม็ดผักชี
Terra (ดิน)
43.8% ใช้ sherry-seasoned European oak casks,
sherry-seasoned American oak casks – Dry Fruit นำมากับกลิ่นคลาเมลจางๆ และ สัมผัสเผ็ดนิดๆ มี creamy รสชาติ แอปเปิ้ลแห้ง ส้มแห้ง อบเชย ชะเอม Body มากกว่า
2 ตัวแรก จบยาวขึ้น แต่ยังมีความเผ็ดและกลิ่นผลไม้เปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์
Enigma (?) 44.9%
ใช้ sherry-seasoned European oak casks - กลิ่น Dry Fruit นำมี chocolate
จางๆ สัมผัสเผ็ดเล็กน้อย มีความหนาแน่น รสชาติ
อยู่ในกลุ่มผลไม้เปรี้ยว แต่มีสมุนไพร เม็ดผัดชี อบเชย ลูกจันทร์ ขิง น้ำผึ้ง Body
หนากำลังดี จบยาวกลิ่นวนิลา น้ำผึ้งและยังมีความเผ็ดให้นึกถึงกลิ่นที่ผ่านมา
แถมท้าย Oscuro (ความมืดมิด) 46.5% -
กลิ่นนำเด่นมาด้วย Dark Chocolate แอบซ่อนกลิ่นแอลกอฮอล์ได้อย่างมีชั้นเชิง
สัมผัสเผ็ดนิดๆ แต่เนียน อัดแน่นมาด้วยผลไม้แห้งที่มาทั้งสวน Body ใหญ่โต จบลากยาวๆ
โดยส่วนตัวด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดของผมมันคือปลายเชือกของสาย Sherry cask ที่ไม่เน้นความ “นุ่ม”
แลกกับรสชาติที่ซับซ้อนดุจระเบิดที่ทิ้งลงไปแล้วทุกอย่างที่อยู่ในปากมันหายไปเลยเหลือแต่กลิ่นและความฉ่ำร้อนไร้ซึ่งควันที่ทำให้ภาพไม่ชัดเจน
ไม่แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นเพราะคุณอาจจะไม่เข้าใจมันและมานั่งเสียดายตังค์ในความมืดมิด
วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561
Hennessy V.S.O.P. Privilege 200th Anniversary Limited Edition
จำได้ว่าครั้งเดียวที่ผมริวีวคอนยัคต้องย้อนไปตั้งแต่ก่อนจะทำเพจ เป็นตัว Hennessy V.S. ครั้งนั้นก็รีวิวแต่รสชาติ มาคราวนี้ทาง LVMH กรุณาส่งตัวใหม่ล่าสุด Hennessy V.S.O.P. Privilege 200th Anniversary Limited Edition มาให้รีวิวก็ขออนุญาตลงสาระหน่อยครับ
จากความทรงจำของผมในสมัยที่ยังดื่มอย่างเดียวเรียกทุกอย่างที่ดื่มแล้วเมาว่าเหล้า ไม่เคยลืมรสชาติที่หอม หวาน นุ่ม อย่าง X.O. ได้เลยส่วนยี่ห้อก็นั่นแหละ Hennessy แต่สมันนั้นก็แพงเหลือเกินไม่เหมาะกับกระเป๋ามนุษย์เงินเดือนซักเท่าไหร่จึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสลิ้นบ่อยนัก พอมาตอนนี้สนใจหาข้อมูลก็อ๋อ...มันนุ่ม มันหวาน ต่างกับวิสกี้เพราะมันเป็นเหล้าคนละประเภทกัน
Hennessy เป็นเหล้าประเภทที่เรียกว่า คอนยัค (Cognac) วิธีการผลิตที่เข้าใจง่ายๆ คือนำองุ่นไปหมักสิ่งที่ได้ออกมาคล้ายไวน์แล้วนำไปกลั่นด้วยหม้อทองแดง ต่อด้วยการนำบ่มต่อในถังไม้โอ๊คในระยะเวลา 2 ปีขึ้นไปและนำไป Blend ก่อนจะบรรจุขวดก็จะได้เครื่องดื่มที่ชื่อว่าบรั่นดี (Brandy) แต่จะเรียกว่าคอนยัคได้ก็ต่อเมื่อผลิตที่จังหวัดชาร็องต์ ประเทศฝรั่งเศสเท่านั้นเพราะถือเป็นแหล่งที่มีผลผลิตคุณภาพสูง โดยแบ่งระดับคุณภาพแบ่งได้ 3 ระดับใหญ่คือ V.S., V.S.O.P. และ X.O. ตามลำดับ ซึ่งผมมองว่าเป็นการแบ่งลักษณะรสชาติไปในตัว
สำหรับ Hennessy V.S.O.P. Privilege 200th Anniversary Limited Edition ถูกผลิตออกมาเพื่อที่จะระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 200ปีที่แล้ว เมื่อเดือนมีนาคมปี 1818 บุตรของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร (หรือสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 4 ในอีก 2 ปีต่อมา) ได้มีรับสั่งให้ James Hennessy นำเสนอเครื่องดื่มคุณภาพสูง จนได้รับมาซึ่งชื่ออันเป็นตำนานของ Hennessy V.S.O.P. Privilege โดยตัว 200th Anniversary Limited Edition ออกแบบขวดและฉลากทำย้อนยุคไปเป็นรูปแบบในสมัยนั้น บรรจุมาในกล่องโลหะสวยงามคล้ายเป็น Time Capsule มีสีทองแดงสื่อถึงหอกลั่น พร้อมหูหิ้วหนังแข็งแรงบนฝากล่องจารึกลายเอกสารแสดงความต้องการจากบุตรของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 แต่ที่ผมแปลกใจสุดๆ คิดไม่ถึงคือเปิดฝามากลิ่นหอมฟุ้งตีขึ้นมาคิดว่าเหล้ารั่วที่ไหนได้ ฝากล่องด้านในใช้ไม้เป็นวัสดุล๊อคขวดซึ่งทำจากไม้โอ๊ควัสดุเดียวกับที่ใช้ทำถังบ่ม Hennessy ชอบมากคิดไงยังไง และแล้วก็มาถึงรสชาติ
Appearance: สีน้ำตาลสนิม ขากลางๆ
Aroma: กลิ่นวนิลา โอ๊ค ติดผลไม้เปรี้ยว และเครื่องเทศ
Taste: รสหวานกลาง สัมผัสเบาๆ เผ็ดเล็กน้อย กลิ่นผลไม้คล้ายองุ่นและไวน์ขาว โอ๊ค วนิลาชัดเจน น้ำผึ้งแทรกมาและมีกลิ่นเครื่องเทศคล้ายใบกระวาน
With Water: ความหวาน และหอมกลิ่นโอ๊คชัดเจน สัมผัสเบามากๆ รู้สึกสดชื่น
Finish: ทิ้งรสหวานไว้เล็กน้อย กลิ่นโอ๊ค และเครื่องเทศค้างอยู่ในปาก ไม่ยาวมาก
สรุป : Hennessy V.S.O.P. ถือว่าเป็นคอนยัคที่มีมาตรฐานเพราะสามารถให้ได้ครบทั้งรสชาติและสัมผัสที่ V.S.O.P. ควรจะมี หากจะเปรียบรสชาติเป็นมวยในรุ่นเดียวกันคือถ้าไม่น๊อคเขาก็ต้องมีลากกันไปจนหมดขวดกว่าจะรู้เรื่อง ส่วนตัวผมได้ลองดื่มด่ำ Hennessy V.S.O.P. ทั้งคืนทั้ง Neat, ผสมน้ำ, on the rock, ใส่โซดา คือไปได้ทุกแนวแบบชิวๆ ครับ และสำหรับคนบ้าทดลองจุดที่มองข้ามไม่ได้คือฝากล่องมันน่าแกะไปบ่มเหล้าต่อจริงๆ จะซื้อก็ตรงฝานี่แหละ
ขอขอบคุณ : LVMH
Credit ภาพ : Chavish's Photography
#แอดมินตือ #Hennessy
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










