พวกผมแค่ชมชอบในรสชาติของสุรา เรื่องราวที่เขียน เริ่มต้นจากความชอบและความสนใจ ที่นำไปสู่การค้นหา
เมื่อได้รับรู้ และทดลองด้วยตัวเองแล้วก็อยากแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ และคนอื่นๆ ที่สนใจในเรื่องเดียวกันครับ

ข้อคิดเห็นที่ให้เกี่ยวกับเรื่องการร่ำสุราในแต่ละประเภท เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ที่ได้มาจากการลองของด้วยตัวเอง
ที่แค่อยากรู้ และอยากลองตามประสาครับ ผิดถูกประการใดก็คงไม่สามารถรับรองได้ครับ ขอน้อมรับคำแนะนำ และติชมทุกประการครับ


*** หมายเหตุ *** สงวนสิทธิ์สำหรับการอ่านและนำไปใช้ประกอบบทความเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้กัน และไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปใช้ในเชิงพาณิชย์ทุกอย่างครับ

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Ballantine's Christmas Reserve Limited Edition


วนๆ กลับมาหาเหล้าตระกูลนี้อีกครั้งให้เข้ากับบรรยากาศ คริสต์มาสที่กำลังจะมาถึง เลยจัดให้เข้ากับบรรยากาศสักหน่อยครับ
Package สวยแปลกตาดีครับสำหรับเจ้า Ballantine's Christmas ขวดนี้
ฝาตอนแรกผมนึกว่าจะเป็นจุ๊กก๊อก แต่ก็เป็นฝาเกลียวธรรมดาครับ
กลิ่นเมื่อเปิดฝาขึ้นมาชวนให้นึกถึงผลไม้เมืองหนาว พวกแอ๊ปเปิ้ลเขียว สาลี่ ลูกแพร์ครับ
และเมื่อรินออกมาผลว่ามันมีกลิ่นของ cinnamon หรืออบเชยอยู่ในทีครับ เจือด้วยกลิ่นของคาราเมลที่ค่อนข้างจะชัดเจนครับ
ผสมๆ ไปกับกลิ่นผลไม้รสเปรี้ยวนิดๆ แต่ไม่ถึงกับ lemon หรือ ส้มครับ คล้ายๆ กับองุ่นเปรี้ยวมากกว่าครับ
ไม่มีกลิ่น Citrus ที่ชัดเจนเหมือน SM จาก Highland ครับ


ด้านสีนั้นจัดว่าค่อนข้างเข้มไปทางน้ำตาลแดงเลยครับ ไม่ใช่ทองอำพันเหมือน SM ที่คุ้นเคยเท่าไหร่
ขานั้นจัดได้ว่าค่อนข้างหนักไหลอืดเชียวครับ แต่ไม่ไหลลงมาเป็นเส้นๆ มันจะไหลแบบแตกๆ ทยอยกันลงมา และเกาะอยู่ข้างแก้วก็มีครับ

ต่อกันที่รสชาติไปเลยดีกว่าครับ
จิบแรกขมนิดๆ ตามด้วยอาการ burn ที่ปลายลิ้น ซ่าไปทั่วปาก พร้อมกับกลิ่นไหม้หน่อยๆ แบบน้ำตาลไหม้ครับ แปลกดีครับ 
จบด้วยความหวานและหอม เหมือนเวลากินคาราเมล ฉ่ำนิดๆ แต่ไม่มากครับ
After ค่อนข้างสั้นไปนิดครับ แต่ก็พอชวนให้อยากยกลองต่อพอประมาณ

แก้วที่สองขอเจือน้ำแร่ลงไปนิดหน่อย กลิ่นคาราเมลยังคงชัดเจนอยู่ ได้กลิ่นของ Apple กับกลิ่นลูกแพร์ชัดเจนขึ้นมาหน่อย
รสชาติบังเอิญว่าน้ำแร่ที่ผมผสมลงไปติดรสเปรี้ยว เลยดึงความเปรี้ยวออกมาซ่ะชัดเลยง่ะ  โบ๋ววว
ว๊าก... ไม่ไหวไม่ไหว ขอเป็นแล้วที่สามต่อดีกว่าครับ 


แก้วที่สามนี่ของเจือด้วยน้ำเปล่าไปเลยดีกว่าครับ เปิดน้ำแร่ไม่ดูซ่ะงั้น ฮ่วย.... ตายดีก่า
คราวนี้กลิ่นคาราเมลมาเต็มเลยครับ ชอบๆๆๆๆๆ ครับ 
ยังคงเจือด้วยกลิ่นของ Apple + สาลี่ หรือที่เรียกว่าลูกแพร์ เต็มๆ ดีครับ 
love love เลยครับ ด้านกลิ่นนี่เต็มสิบให้สิบ ด้วยความชอบส่วนตัวล้วนๆ ครับ 

ข้อสำคัญต้องรสชาติมากกว่าชิมิ ว่าแล้วก็จัดไปเลยครับ
โอ้ว...  inlove มันใช่เลยครับ เติมน้ำลงไปสักนิดนี่กำจัดจุดอ่อนเรื่องความขมไปได้เลยครับ
เนียนกริบ balance กำลังลงตัวเลยครับ ให้ความหวานอวลๆ อยู่ในปากนานขึ้นชวนให้หลงได้ไม่ยากเย็นเชียวครับเจ้านี่
ว่าแต่ว่า.... ผสมคราวหน้าด้วยความเริ่มมึนๆ ในคราวนี้ผมจะใส่น้ำในสัดส่วนที่ลงตัวได้มั๊ยหว่า  กลัว

สรุปแล้วโดยส่วนตัวเจ้า Ballantine's Christmas Reserve ขวดนี้สำหรับผมแล้ว
แบบ neat ดูจะติดขมไปหน่อยครับ ต้องหยดน้ำลงไปช่วยบรรเทาสักนิดหน่อย 
ผมว่าอัตราส่วนที่เหมาะน่าจะเป็นประมาณ น้ำครึ่งฝาต่อหนึ่ง Shot ครับ แต่ลองปรับเปลี่ยนแล้วแต่ความชอบอีกทีก็ได้นะครับ 

ปล. ทิ้งท้ายความคิดเห็นทั้งหมดเป็นข้อคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ เหมือนเช่นเคย ไม่รับประกันความถูกต้อง
เพราะเป็นความชอบส่วนตัวล้วนๆ ครับ ผิดพลาดประการใดขอน้อบรับไว้ทุกอย่างครับ 

วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Old Parr 12 Year Old Blended Scotch Whisky


........Old Parr 12 Year Old Blended Scotch Whisky......เป็น Blended Whisky เกรดพรีเมี่ยม จาก Diageo เปิดตัวในปี 1909 ขายดีใน ญี่ปุ่น, เม็กซิโก, โคลอมเบีย และ เวเนซุเอลา…..มีส่วนผสมที่สำคัญจากโรงกลั่น Glendullan และ Cragganmore....เป็นเหล้าที่ทาง Diageo ก็เอามาจำหน่ายในบ้านเหล้าเหมือนกันแต่ไม่ค่อยทำการตลาดเท่าใด...จะเน้นไปทางลูกค้าที่เป็นทางต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น และ เกาหลี ที่เข้ามาทำงานในบ้านเรา.....ผมเคยเห็นที่ร้าน ธนิยะ สีลม ขนาดขวด 0.75 ราคาถ้าจำไม่ผิดประมาณ 1,250 บาท แต่ครั้งล่าสุดที่ไปไม่เจอแล้ว....ถ้าท่านใดอยากลองเหล้าตัวนี้ที่มีแสตมป์...ต้องลองหาแถวที่ ที่มีคน ญี่ปุ่น และเกาหลี อาศัยอยู่เยอะๆดู.....ที่ King หรือตามชายแดนก็มีนะครับ ขวดขนาด 1 ลิตร ราคาประมาณ 1,000 บาท (King ราคาเต็ม 1,250)



……..ขวดที่ผมได้มาได้รับการช่วยจัดหาจากพี่อัฐนั้นเอง....เป็นตัวฉลากรุ่นเก่า....ขนาด 1 ลิตร 43%......มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนชาวบ้านคือขวด......เป็นขวดแบบเหลี่ยมสีชา มีลายรอบขวด....ฟอยล์หุ้มขวดเป็นแบบ Single Malt เลย...แต่หลังจากแกะฟอยล์ออกมา กลับเป็นฝาพลาสติกธรรมดา และไม่มีลูกกลิ้ง....กล่องนั้นก็ไม่มีข้อความอันใดเลยนอกจากที่อยู่

........สีของเหล้าจะออกเป็น “สีน้ำตาลแดง” ลองแกว่งแก้วดู เหล้าค่อนข้างหนืดทีเดียว ค่อยๆไหลเป็นแผงลงมาช้าๆ เกือบนาทีทีเดียวถึงหยุด

........กลิ่นหอมมากๆ หอมติดจมูก....หอมโอ๊ค....มีกลิ่นหอมออกแนวผลไม้ด้วย...แต่แยกไม่ออกว่าเป็นกลิ่นผลไม้อะไร แฮ่ๆ

……..ดื่มแก้วแรก....นุ่มนวล....กลิ่นตีขึ้นจมูก......ไหลลงคอ..ร้อนวูบ......ไหลลงท้อง..ร้อนท้องวูบวาบเลย.....สงสัยท้องว่างหรือเปล่าไม่รู้.......ผมไม่สัมผัสได้ถึงควัน....ไม่เปรี้ยว....ดื่มน้ำเย็นตามหวาน....หวานคอ

.........After….ยาวปานกลาง.....แต่ทีเด่นคือรสที่ค้างอยู่ในปาก..เป็นแบบไม่มีสแลง...เป็นรสที่ค้างแบบชวนติดตาม

........ลอง On The Rock ออกตัวก่อนว่าผมเป็นคนทีไม่ชอบกินเหล้าแบบ On The Rock เลย จะเป็นแบบขม แล
ฝืนๆทุกครั้ง..ทุกยี่ห้อ....Old Parr นี่ก็เหมือนกัน....ผมเลยสรุปได้ว่า On The Rock เป็นแบบที่ตัวผมไม่ชอบเอง...ไม่เกี่ยวกับเหล้า

........ลองผสมโซดาน้ำ.....อร่อยครับ.....หอมหวาน...กลมกล่อม...เนื้อเหล้าเข้มข้น ...แต่ไม่ใช่เข้มข้นเพราะเติมเหล้าเยอะนะครับ….ไม่เปรี้ยว...และไม่มีควัน....รสค้างอยู่ในปาก..เป็นแบบดีไม่มีสแลง...ชวนให้กระดกแก้วต่อไปอีก....ลองเอา Dewar’s 12 YO เทียบ...รู้สึกได้เลยว่า Dewar’s 12 YO เนื้อเหล้าบางกว่า และ กลิ่น และรสที่ค้างอยู่ในปากไม่เนียนเท่ามีรสเปร่าๆลิ้นบ้าง

.......สรุป ยอดเยี่ยมครับสำหรับตัวนี้...ดื่มแบบเพรียวๆก็ได้.....ผสมโซดาน้ำก็ดี.....เหมาะสำหรับมีไว้ติดบ้านจริงๆ.....บ้านเราอาจจะหายากหน่อย.....แต่ตาม Duty Free มีหมดครับราคาก็คบได้.......

ปล. เหล้าที่ผมได้มาดูแล้วน่าจะเริ่มมีอายุบ้างแล้ว....เพราะเวลาที่ผมดื่มเหล้าผสมโซดาน้ำจะจับความรู้สึกว่าเหล้าเก่าไปหรือเปล่าได้....แต่ตัวนี้พึ่งจะเริ่มครับ...และยังเยี่ยมอยู่......ถ้าได้ตัวสดๆน่าจะดีขึ้นไปอีก

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Chivas Regal 18 Yo Gold Signature

ขอเลือก Chivas Regal 18 Yo ขวดนี้มาปิดท้ายเดือนนี้ก็แล้วกันนะครับ
เพิ่งจะจัดเข้าบ้านแต่ลัดคิวด่วนๆ ด้วยความอยากลองมานานแล้วครับ 

เปิดขวดรินออกมานี่ กลิ่นละม้ายคล้าย SM เป็นอย่างยิ่งครับ 
กลิ่นไปทางแนวอโรม่าหอมๆ กลิ่นผลไม้รสเปรี้ยวที่เป็นแนวของ SM Highland เลยล่ะครับ หอมสดชื่นมากๆ ครับ
พร้อมทั้งกลิ่นโอ๊กที่ค่อนข้างชัดเจนเชียวครับ อารมณ์ของกลิ่นเหมือนกับ SM มากๆ ครับ ไม่เหมือนกับ Dewar's 18 Yo ครับ

ต่อกันที่ขาก่อนนะครับ ขาเหล้านั้นกลางๆ ไหลช้ากำลังดี ส่วนสีนั้นค่อนข้างเข้มออกไปทางสีทองแดง ด้วยอายุเหล้าที่บ่มนาน 18 ปี


ไม่ให้เสียเวลาขอต่อกันที่รสชาติเลยก็แล้วกันนะครับ  ดื่มชากันดีก่า ...
จิบแรกรู้สึกว่าขมนิดๆ ตามขึ้นมาด้วยความหวานละมุ่นที่ค่อยๆ ตีกลับขึ้นมากคล้ายๆ กับรสชาติของคาราเมลครับ
จบด้วยความซ่าที่ค้างอยู่ในปาก พร้อมกับกลิ่นโอ๊กนุ่มๆ ที่ฟุ้งอยู่ในโพรงจมูก ไม่สั้นไม่ยาว แต่ชวนให้ประทับใจอยู่ไม่น้อยครับ


After Taste นั้นไม่สั้นไม่ยาว อารมณ์และกลิ่นที่ให้สัมผัสผมว่าละม้ายคล้าย SM ของแนว Glenmorangie ผสมกับ Macallan ตระกูล Fine Oak ครับ 
แต่ผสม และผสานกันได้อย่างลงตัว ทิ้งความฉ่ำ ปนแห้งนิดๆ ไว้ในปากอย่างอ้อยอิ่งพอให้ได้ถวิลหา 
ในอารมณ์ ที่อยากผ่อนคลายได้เจ้านี่ไว้ไม่ผิดหวังแน่ๆ ครับ 
แต่ค่าตัวที่แรงสำหรับเหล้ามีแสตมป์นี่ผมว่าถอยไปหา Glenmorangie Original ดีกว่าครับ
ถ้าเป็นจาก Duty Free หรือ TCL นี่ผมว่ามันเกินคุ้มเหมือน Dewar's 18 Yo ครับ


วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Dewar's 18 Year Old Founders Reserve

ได้รับเจ้า Dewar's 18 Yo จากขาประจำที่ผมฝากซื้อมาได้ 2-3 เดือนล่ะ
มาวันนี้เขาแวะมาหา พร้อมถามผมว่า เก่ง เอ็งได้ลอง Dewar's 18 Yo ไปหรือยัง
เจ่กเพิ่งลองไปเมื่ออาทิตย์ก่อน มันนิ่มมาก เนี๊ยะอีก 2-3 วันจะไปหามาเพิ่มอีก เอ็งจะเอาเพิ่มด้วยหรือปล่าวล่ะ
.... เอ่อ.... ผมยังไม่ได้เปิดเลยง่ะ จิ้มมม
ว่าแล้ววันนี้จัดเชือดกันไปเลยดีกว่า เผื่อว่าติดใจจะได้เป็นตัวเลือกของเดือนนี้

ว่าแล้วเรามาลองกันไปเลยครับ เริ่มที่กลิ่นหลังจากได้รินพักไว้สักครู่ มันหอมมากๆ ครับ
กลิ่นหวานๆ ของ butterscotch ที่ผมชอบอยู่แล้ว ปนกลิ่นวนิลา เจืออัลมอลต์นิดๆ ทีผสานกันได้อย่างลงตัวกำลังดี

ด้านสีนั้นออกไปทางทองอำพันสวยงามกำลังเชียวครับ

ด้านรสชาตินั้นกลมกล่อมลงตัวมากๆ ครับ ไม่มีอาการบาดลิ้น บาดคอ เหมือนกับที่อาเจ่กเจ้าประจำที่ผมฝากซื้อบรรยายสรรพคุณไว้
กลิ่นโอ๊กฟุ้งๆ อยู่ในปาก ให้ความรู้สึกที่แปลกดีครับ มีทั้งแห้ง หวานนิดๆ เผ็ดหน่อยๆ
แต่ทิ้งความรู้สึกที่เรียกว่า Creamy หรือมันๆ ไว้ในปากเล็กน้อย ให้ความรู้สึกที่เต็มดีจริงๆ ครับ

After taste นั้นค่อนข้างยาว ให้ความรู้สึกถึงควันจางๆ (จางมากๆ ชนิดว่าต้องจับให้ดี) ที่ความแห้ง แต่รู้สึกลื่นๆ นิดๆ
ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ ครับ กับ Dewar's 18 Yo ขวดนี้ สมกับคำขวัญของ ท่าน Sir Thomas Robert Dewar
ที่ว่า "The qualtiy of the article should be its greatest advertisement"

สรุปสำหรับผมแล้วเจ้า Dewar's 18 Yo ตัวนี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งที่จะหามาเป็นเหล้าสามัญประจำบ้านเป็นอย่างยิ่ง
กับรสชาติที่กลมกล่อม หนักแน่นกว่าน้องวัย 12 แต่ไม่มีอาการบาดลิ้น บาดคอ สามารถดื่มแบบ neat ได้เป็นอย่างดี
ถ้าไม่ติดที่ว่าหายากไปนิดในบ้านเรา ก็ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะมีติดบ้านไว้ในวันสบายๆ นั่งจิบไปคุยไปกับเพื่อนรู้ใจได้เป็นอย่างดีเชียวครับ ดื่มชากันดีก่า

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ลอง Bunnahabhain 12 Year Old / Old Presentation



....."Bunnahabhain" Single Malt จากเกาะ Islay เป็นหนึ่งในจำนวน 8 โรงกลั่นของเกาะ....ตั้งอยู่ชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ (เหมือนอีสานบ้านผมเลยอะ).... โฮ่ๆ
อยู่ตรงช่องแคบตรงกันข้ามกับ เกาะJura......สามารถมองเห็นเกาะ Jura ได้สบายๆ.......เกาะ Jura เป็นเกาะที่มีโรงกลั่นเหล้าอยู่หนึ่งเดียวคือ The Isle Of Jura นั้นเอง...ตัวโรงกลั่น Bunnahabhain ก่อตั้งเมื่อปี 1881...ปัจจุปันเจ้าของคือ Burn Stewart Distillers Ltd. มีเหล้าในเครือที่ดังๆคือ Bunnahabhain, Tobermory, Deanston, Ledaig, Black Bottle, Scottish Leader เป็นต้น

.......ขอออกตัวก่อนว่าผมยังแยกแยะกลิ่นต่างๆในเหล้าออกมาไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ต้องใช้เวลาลองอีกเยอะพอสมควรครับ

.......เริ่มจาก Package ของเหล้า ทำออกมาได้ดีพอควรมีแผ่นพับบรรจุให้ในกล่อง 2 ชิ้นดูดีทีเดียว...Bunnahabhain 12 YO เหล้าขวดนี้ผมได้มาจาก Duty Free ลาวตรงฝั่งหนองคายเหมือนเดิม ที่ราคา 1,100 บาท กับขนาด 0.7L, 40% Vol. ..ตัวนี้ได้รับรางวัล World Whisky Awards 2010 ด้วยนะครับ....... ตัวที่ผมได้มาจะเป็นโฉมเก่ากล่องจะกลม...ตัวโฉมใหม่จะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ตัวรุ่นใหม่ ดีกรีเพิ่มเป็น 46.3% และ เป็น Non - Chillfiltered และ มี"สีธรรมชาติ"(ไม่มีการเพิ่มคาราเมล)

.......สีของเหล้าจะออก น้ำตาลแดง....ดูจากรูปจะเห็นว่าเข้มกว่า Ardbeg 10 YO กับ Laphrodig 10 YO .......กลิ่น หอมมาก....หอมเนียน....หอมกลิ่นโอ็ค....และมีกลิ่นออกสดชื่นแนวลมทะเลไอทะเล....กลิ่น Alcohol ดุุพอควรปล่อยให้ละเหยออกหน่อยจะดีขึ้น....ที่น่าแปลก...ผิดคาดจากเหล้าจาก Islay จริงๆ...คือไม่ค่อยมีกลิ่นควันเลย.......มีแบบจางๆมากๆแบบต้องแคะออกมาจริงๆถึงจะพอมีบ้าง
...... ดื่มชากันดีก่า สัมผัสลิ้นแรก..รู้สึกได้ถึงความนุ่มเนียน...ดื่มง่าย..รสดีไม่มีสแลง...มีกลิ่นควันตีขึ้นมาพอสมควร...น้อยเมื่อเทียบกับเหล้าจาก Islay ตัวอื่นที่ผมเคยสัมผัสมาคือ...(Ardbeg 10 YO กับ Laphrodig 10 YO).........แต่มากเมื่อเทียบกับเหล้าที่ไม่มีกลิ่นควัน น่าจะพอๆ กับHighland Park 12 YO..แต่แปลกใจตรงที่ตอนดอมกลิ่นไม่ค่อยมีกลิ่นควัน......แต่ตอนดื่มกลับมีควันมาซะนี่...ไม่บาดคอเลย....มีสกิดลิ้นและกระฟุ้งแก้มนิดๆหน่อยๆ...เป็นเหล้าที่มีเนื้อหนังปานกลางไม่ใช้เต็มปาก
เต็มคำแบบพวกFull Body

........Finish อยู่ปานกลางไม่ค่อยยาวเท่าไหร่กลิ่นควันก็หายไปไม่ติดปากติดจมูก..ออกแห้งไม่ฉ่ำ.....แต่ก็ถือว่าจบสวยเหมือนกันไม่ทรมาน...น้ำเย็นตามหวานนิดหน่อยไม่เยอะ

.......ลองเติมน้ำนิดหนึ่ง...ผมใช้ น้ำแร่...... Speyside Glenlivet เป็นชนิด ฟองน้อย....กลิ่น Alcohol น้อยลงแต่กลิ่นของตัวเหล้าก็ Drop ลงตามไปด้วย.....รสชาติออกแนวเปรี้ยวนิดๆ....ไม่ค่อยเข้ากันสักเท่าไหร่.....รสเปรี้ยวเป็นเพราะน้ำแร่มีฟองนั้นเองทำให้มีรสเปรี้ยว (จริงๆแล้วน้ำแร่ชนิดฟองมากก็เหมือนโชดาเลย...แต่ผสมกินกับเหล้านี่อร่อยกว่าโชดาเยอะ...น้ำแร่ที่ลองตอนนั้น คือเจ้า"Perrier" แต่ราคาก็แพงมากไม่คุ้มที่จะใช้แทนโชดาราคาประมาณ70 กว่าบาทได้) ผมว่าถ้าจะเติมน้ำ(นิดเดียว)..ใช้น้ำแร่ไม่มีฟอง หรือพวกน้ำสิงห์น่าจะดีกว่า

......เพื่อความถูกต้อง....เพราะคนเราประสาทสัมผัสแต่ละวันไม่เหมือนกัน.....ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างเช่น สภาพร่างกาย,สภาพจิตใจ, สิ่งแวดล้อม, อื่นๆอีกมากมายเลยขอใช้ Ardbeg 10 YO กับ Laphrodig 10 YO เทียบเคียงดู.....สองตัวนี้ควันมาเลย....คนชอบ ควัน & พีท ไม่ผิดหวัจริงๆ....จากทีลองดมกลิ่นดู...ถ้าไม่นับกลิ่นควันเหล้าทั้งสามตัวมีกลิ่นที่ออกแนวเดียวกันเลยใกล้เคียงกันมากรสชาติของทั้งสองตัวออกเข้มข้นเต็มๆกว่า Bunnahabhain

.....สำหรับท่านที่เป็นแฟนเหล้าจาก Islay อาจจะผิดหวังบ้างเพราะขาดเอกลักษณ์ของเหล้าจากเขต Islay ไปพอควรนั้นคือ Smoke & Peat อาจจะน้อยไปหน่อย...แต่ก็ทดแทนด้วยเหล้าที่รสชาติดี... กลิ่นดี.....ดื่มง่าย....รสชาติไม่รุนแรงเกินไป...ออกเบาๆ....ไม่เปรี้ยว....ผมว่าคุ้มค่าราคาเงินที่จ่ายไปอยู่นะ........