พวกผมแค่ชมชอบในรสชาติของสุรา เรื่องราวที่เขียน เริ่มต้นจากความชอบและความสนใจ ที่นำไปสู่การค้นหา
เมื่อได้รับรู้ และทดลองด้วยตัวเองแล้วก็อยากแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ และคนอื่นๆ ที่สนใจในเรื่องเดียวกันครับ

ข้อคิดเห็นที่ให้เกี่ยวกับเรื่องการร่ำสุราในแต่ละประเภท เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ที่ได้มาจากการลองของด้วยตัวเอง
ที่แค่อยากรู้ และอยากลองตามประสาครับ ผิดถูกประการใดก็คงไม่สามารถรับรองได้ครับ ขอน้อมรับคำแนะนำ และติชมทุกประการครับ


*** หมายเหตุ *** สงวนสิทธิ์สำหรับการอ่านและนำไปใช้ประกอบบทความเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้กัน และไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปใช้ในเชิงพาณิชย์ทุกอย่างครับ

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558

เมาไม่รั่วมั่วส่งการบ้าน กับ Tomintoul 16 Yo.

สำหรับเจ้า Tomintoul 16 Yo. ขวดน้อยขวดนี้ผมได้รับแบ่งปันมาจากคุณ Jack Adisorn ครับ
ความเป็นมาไม่ทราบเพราะไม่ใช่ทางผม เอาเป็นว่าพุ่งเข้าหาเรื่องลองกันตามประสาลิ้นบ้านๆ ไปเลยดีกว่า

เริ่มกันที่สีก่อนเลย ทองอำพันใสๆ ที่เรียกกันว่า Amber ค่อนข้างสวยงามตามท้องเรื่อง

กลิ่น เข้าใจว่าพลาดในตอนแรกเพราะไปถ่ายใส่ขวดที่มีกลิ่นอื่นติดจนคิดว่าตัวเองจมูกเพี้ยนไปแล้วหรือปล่าว
แต่พอไปเทียบกับที่พวกนักรีวิวฝรั่งก็พบว่าอ้อตรูไม่พลาดละ
ตามจมูกสั่วๆ ของผมครั้งแรกนั้น ซาบกลิ่นตัวน้องแอลอยู่พอประมาณ
แถมด้วยกลิ่นแยมส้มหรือที่เรียกว่า Marmalade (กลิ่นนี้แหละครับที่คิดว่าจมูกเพี้ยนกับกลิ่นติดขวด)
พอหยดน้ำลงไปเท่านั้นแหละ Cinnamon ถั่วจำพวก Almond ลอยตามขึ้นมาเชียว

มาว่ากันที่รสชาติตามประสาลิ้นบ้านๆ กันบ้างดีกว่าครับ
หวานนำโด่งในจิบแรกชัดเจนจนแปลกใจ คล้ายจิบกาแฟผสมครีมและน้ำเชื่อม Almond
เจือด้วยรสเผ็ดนิดๆ ของพริกไทย และ Cinnamon รสชาติจัดว่าค่อนข้างแปลกใหม่สำหรับผมนะ

After Taste จัดว่าค่อนข้างยาวให้ความรู้สึกฉ่ำนิดๆ แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่
ให้สัมผัสของกลิ่น Almond เจือด้วยความหวานคล้ายไซรับ
รวมๆ แล้วก็ค่อนข้างประทับใจในความแปลกใหม่ของรสชาติที่ได้

Conclusion จัดเป็นเหล้าที่ดีน่าประทับใจสำหรับการค้นหาความแปลกใหม่
แต่ให้ถึงขั้นเป็นเหล้าสามัญประจำบ้านไหมนี่ขอคิดก่อนนะ

ป.ล. ความเห็นที่ให้เป็นความเห็น และความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ ไม่รับประกันความถูกต้องเหมือนเช่นเคย
เพราะก็แค่ลองแล้วมาเล่าสู่กันฟังตามประสาเพื่อนๆ เท่านั้นนะครับ หากเป็นไปได้แนะนำให้หามาลองด้วยตัวเองอีกครั้งครับ

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2558

แสงโสมเหรียญทอง

ห่างหายจากการดื่มเหล้าไทยไปนาน วันนี้ขอมาทบทวนความทรงจำกันสักนิด
กับขวัญใจมหาชน แสงโสมเหรียญทอง ปกติแล้วผมชอบดื่มแบบผสมน้ำเย็นๆ น้ำแข็งเกล็ดพูนๆ แล้วอร่อยกำลังเหมาะ
แต่ไหนๆ แล้วเราก็มาลองกันแบบ Neat สักครั้งให้ได้รับรสชาติจริงๆ ของเหล้ากันสักหน่อยพอเล่าสู่กันฟังดีกว่า
ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนก็คงเคยลองกันมาแล้ว แต่วันนี้ถือว่ามาเล่าแบบแลกเปลี่ยนกันให้ฟังก็แล้วกันนะครับ

เอาจริงๆ ผมเคยนั่งจิบแบบ Neat หมดแบนกับเฮีย city มาแล้วรอบหนึ่ง แต่วันนี้ขอมาเล่ากันแบบลิ้นบ้านๆ กันบ้างดีกว่า
ไม่รับประกันความถูกต้องเหมือนเช่นเคย และเป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ครับ

เริ่มกันที่สีเหมือนเช่นเคย สีอออกทองแดงใสๆ สวยอยู่นะครับ
กลิ่น เนื่องจากผมรินพักไว้ก่อนดื่มรวมทั้งใช้เวลาถ่ายรูปไปด้วยร่วม 10 นาที ทำให้กลิ่นตัวน้องแอลจางลงไปเยอะครับ กลิ่นหลักๆ ที่ได้ก็ Molasses กลิ่น Rum แล้วก็น้ำตาลไหม้นิดหน่อย

ด้านรสชาตินั้น ติดว่าจะจืดไปสักนิด คงเพราะลิ้นเริ่มชินกับรสชาติที่หลากหลายและเข้มข้นกว่าของ SM มานาน หอมน้ำอ้อย หวานน้ำตาลคล้ายคาราเมล ได้น้ำแร่เย็นๆ ตบท้ายนี่ทิ้งความหวานหอมไว้ในปากพอประมาณ ดีกว่า Spirit of Austria : Stroh เยอะเชียวครับ (หาอ่านได้ที่ http://www.montfort27.com/forum/index.php?topic=2384.0 )

After Taste นั้นค่อนข้างจะสั้น แต่ก็ทิ้งความหวานชวนประทับใจมากกว่า Spirit of Austria หลายช่วงตัว
ด้วยความที่ไม่มีกลิ่นยางไม้ชวนขนลุก ที่เจนสัมผัสได้ เหอะๆ
รวมๆ แล้ว Spirit of Thailand ชนะเลิศครับ

สรุปแล้วในวันง่ายๆ สบายๆ กับเพื่อนเก่าๆ หยิบมาตั้งไม่น่ารังเกียจ
จิบแบบ neat หรือจะผสมตามใจชอบก็แล้วแต่ เอาที่สบายใจเลยของแต่ละคนได้ เป็นเหล้าที่เรียบง่ายราคาเป็นมิตรกับกระเป๋า หามาติดบ้านไว้ก็ไม่เสียหาย เบื่อๆ มาก็จับมาทำเป็น Cocktail ได้อีกต่างหาก


คหสต. ผมก็คงมีเพียงเท่านี้ รอบหน้าจะลอง แม่โขงโฉมใหม่กันบ้างครับว่าเป็นอย่างไร สวัสดี

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เมาไม่รั่วมั่วส่งการบ้านกับ Royal Lochnagar

การบ้านอีกหนึ่งที่ได้รับปันส่วนมาจากงาน Meeting ครั้งล่าสุดที่ กทม.
เข้าเรื่องกันแบบลิ้นบ้านๆ กันเลยดีกว่าครับ

สี ทองแดงเข้มๆ น่าจะผ่านการบ่มด้วยถัง Sherry มาด้วยแน่ๆ เพราะรินออกมากลิ่นก็นำโด่งมาก่อนเลย

กลิ่น Sherry เน้นๆ ข้นๆ เจือด้วย Citrus ออกไปทางบ๊วยมากกว่าส้ม บอกได้เลยว่าดมก็ทีไม่มีเบื่อ

รสชาติ ต้องบอกว่าเป็นอีกตัวที่ร้อง "เฮ้ย" มันโดนอ่ะ เป็นรอง Macallan 25 นิดๆ
ทิ้งความเผ็ดแต่เนียนไว้ให้โหยหา เชอรี่เน้นๆ แต่ยังไม่ฟินเท่า Macallan 25
แต่ก็ลื่นจนซดหมดแก้วไปอย่างงงๆ เหมือนมาทำให้หลงแล้วก็จากไป

After Taste ทิ้งความแห้งแฝงความฉ่ำจางๆ พอให้โหยหา เผ็ดร้อนนิดๆ
อ้อยอิ่งด้วยกลิ่นไม้ไหม้จางๆ รวมแล้วประทับใจ

คหสต. แค่ได้สัมผัสเพียงครั้งก็ไม่เสียใจแล้วตัวนี้ ชอบเลยนะ แต่ด้วยราคาประมาณนี้เราเลิกกันเถอะนะคนดี พี่กระเป๋าแบน


วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เมาไม่รั่วมั่วส่งการบ้านกับ Big Peat Christmas Edition

สำหรับการบ้านขวดนี้ได้รับมาจากคุณโชค เมื่อคราวสงกรานต์ที่ผ่านมาครับ

จัดเป็นครั้งแรกที่ได้ลองกับยี่ห้อนี้ ว่าแล้วเราก็มาเข้าเรื่องกันตามประสาลิ้นบ้านๆ กันดีกว่าครับ

สี ออกทางทองใสๆ

กลิ่น Peat เน้นๆ เต็มๆ เจือด้วยกลิ่นชายทะเล ไม้ไหม้แช่น้ำ แต่ก็ให้อารมณ์สดชื่นอยู่ในที เหมือนเดินเลียบชายหาด

รสชาติ ไม้ไหม้ ติดทางหวานนิดๆ ให้ความรู้สึกดีกว่า Octomore เผ็ดร้อน ควันเน้นๆ เต็มปากเต็มคำ ติดกลิ่นคาร์บอนมากกว่ารมควัน หยดน้ำลงไปค่อยดีขึ้นมาหน่อย ดื่มง่ายขึ้นแค่ติดทางขม และยังคงเผ็ดร้อน
ให้สัมผัสร้อนแรงดีชะมัด

After Taste ควันฟุ้งคลุ้งอยู่ในปาก แต่ไม่ไช่รมควัน เหมือนตกอยู่กลางวงไฟป่าที่ล้อมตัวเราไว้หมดแล้ว
ให้ความรู้สึกชาไปทั้งปาก

คหสต. ใครจะรักก็ใครจะชอบก็ช่างเถอะ ขอมุ่งทางสายหวานตามทางของตัวเองดีกว่า แนวนี้คงไม่ใช่แนวของชายจริงๆ

ปล. ทั้งหมดเป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่รับประกันความถูกต้อง
หากมีโอกาสเชิญสัมผัส และตัดสินด้วยตัวเอง
อย่ารีบเชื่อผมจนกว่าคุณจะได้ลองด้วยตัวเองครับ

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Singleton of Glen Ord 12 years old 40%



สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้ง ช่วงนี้ผมปลีกเวลาไปเปิดร้าน Whisky's Soul เลยทำให้ไม่ค่อยมีเวลาเขียนรีวิวให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน แต่ผมไม่ได้หายไปไหนนะครับยังคงเสาะหาวิสกี้ที่เขาว่าดีว่าเด็ดมาลองอยู่เนืองๆ

วันนี้ที่หยิบเล่าสู่กันฟังเป็นวิสกี้ที่มีขายในบ้านเราแถมราคาไม่แรงประมาณพันกลางๆ ยี่ห้อ Singleton of Glen Ord เป็นวิสกี้จากโรงกลั่นชื่อ Glen Ord อยู่ในเขต Highland ของสก๊อดแลนด์ ส่วนยี่ห้อ Singleton นี้หากเพื่อนๆ ไปเมืองนอกจะเห็นบ่อยแต่ต้องอ่านข้างหลังดีๆ นะครับเพราะแต่ละขวดอาจจะมาจากโรงกลั่นอื่นอีก 4 โรงกลั่นได้แก่ Dufftown, Glengullan, Auchroisk

สำหรับโรงกลั่น Glen Ord นี้ตั้งอยู่บน Black Isle มีคำว่าเกาะแต่ไม่ใช่เกาะนะครับเป็นพื้นที่แหล่มยื่นออกไปจากแผ่นดินใหญ่ถ้าดูจากแผ่นที่อาจจะคล้ายเกาะ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1820 มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญคือ Loch nam Bonnach และ Loch nan Eun โดยตั้งแต่ก่อตั้งก็ล้มลุกคลุกคล้านเปลื่อนมือเจ้าของบ่อยครั้งจนเจ้าของปัจจุบันคือ Diageo เจ้าพ่อน้ำเมาที่เรารู้จักกันดี รุ่นที่เราจะชิมกันวันนี้คือ 12ปี บอกตามตรงว่าผมเคยเปิดดื่มแล้วแต่ด้วยความลื่นเลยหมดไปแบบงงๆ ในคืนเดียว ไม่ได้เขียนรีวิวให้เพื่อนๆ ได้อ่านกัน





Appearance: สีทอง ออกส้ม ค่อนไปทางเข้ม ใส ขาขนาดกลางไหลลงยาวๆ ไม่เร็วไม่ช้า

Aroma: กลิ่นวนิลา ลูกเกด มีกลิ่นแอลกอฮอล์เล็กน้อย ประดับอบเชยนิดๆ

Taste: หวานนำ สัมผัสนุ่มนวลมาก วนิลายังเด่น มีน้ำผึ้งแทรมมาเล็กน้อย และมีเครื่องเทศเล็กน้อย

With Water: สัมผัสยิ่งนุ่มนวลกว่าเดิม กลิ่นวนิลา น้ำผึ้ง คลาเมล มันเนย

Finish: ทิ้งความเผ็ดไว้เล็กน้อย แต่ยังหวานมันภายในปากจนถึงริมฝีปากและเหลือกลิ่นไม้สดๆ ไว้สั้นๆ


สรุป: เป็นวิสกี้ที่มีความนุ่มนวลเป็นเอกลักษณ์ ถ้าถามว่าใน range ราคาเท่าๆ กันเชื่อเลยว่า Singleton of Glen Ord 12ปี ตัวนี้ต้องถูกจัดอันดับไว้บนๆ อย่างแน่นอน แต่ที่น่าสังเกตุอย่างหนึ่งคือปกติเวลาเทวิสกี้ใส่แก้วแล้วทิ้งไว้ซักพักกลิ่นของแอลกอฮอล์จะค่อยๆ จางลงไปแต่กับตัวนี้กลิ่นแอลกอฮอล์กลับเด่นชัดขึ้น ดังนั้นผมแนะนำว่าเทแล้วรีบดื่มจะได้สัมผัสที่นุ่มนวลพร้อมด้วยกลิ่นหอมหวานของถัง Ex-bourbon ที่ชัดเจน