พวกผมแค่ชมชอบในรสชาติของสุรา เรื่องราวที่เขียน เริ่มต้นจากความชอบและความสนใจ ที่นำไปสู่การค้นหา
เมื่อได้รับรู้ และทดลองด้วยตัวเองแล้วก็อยากแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ และคนอื่นๆ ที่สนใจในเรื่องเดียวกันครับ

ข้อคิดเห็นที่ให้เกี่ยวกับเรื่องการร่ำสุราในแต่ละประเภท เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ที่ได้มาจากการลองของด้วยตัวเอง
ที่แค่อยากรู้ และอยากลองตามประสาครับ ผิดถูกประการใดก็คงไม่สามารถรับรองได้ครับ ขอน้อมรับคำแนะนำ และติชมทุกประการครับ

ปล. หากสนใจแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ก็แวะเข้าไปทักทายพวกผมได้ที่ www.montfort27.com/forum/index.php?board=22.0 ครับ

*** หมายเหตุ *** สงวนสิทธิ์สำหรับการอ่านและนำไปใช้ประกอบบทความเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้กัน และไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปใช้ในเชิงพาณิชย์ทุกอย่างครับ

วันเสาร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560

The Macallan 12 years Fine Oak 40% & Double Cask 12 years




 
วันก่อนแอดมินไปร่วมงานชิมวิสกี้กับ
The Macallan brand ambassador เลยมาเล่าสู่กันฟัง โดยวิสกี้ขวดแรกคือ The Macallan Fine oak 12 ปี ซึ่งอยู่ในชุด Fine oak ที่ทาง The Macallan ได้นำมาจำหน่ายอย่างยาวนานแต่ก็เพิ่งเข้าไทยอานะ โดยจุดเด่นของตัวนี้คือเลือกใช้ถังในการบ่มวิสกี้ด้วยกัน 2 ชนิดได้แก่ถัง Sherry และถัง Bourbon


วิสกี้ตัวนี้บรรจุมาที่ 40ดีกรี มีสีเหลืองทองจางๆ ให้กลิ่นหวานๆ คล้ายน้ำผึ้ง คลาเมล วนิลา สัมผัสภายในปากมีความเผ็ดบ้างเล็กน้อยและมีความหวานที่ชัดเจน มีกลิ่นผลไม้สุกคล้ายลูกพรุนซ่อนอยู่ บอร์ดี้ขนาดกลางๆ ไม่มากไป มีความนุ่มนวล finish ยังคงมีความเผ็ดอยู่บ้างและมีกลิ่นของวนิลาที่ชัดเจน ตัวนี้โดยรวมถือว่าดื่มง่ายสำหรับผู้ที่เริ่มดื่มแบบ nest หรือผสมน้ำเย็นนิดนึงก็ช่วยให้หากลิ่นได้ง่ายขึ้น

ตัวต่อมาเป็น The Macallan Double cask สำหรับตัวนี้ถือเป็นน้องใหม่ของค่ายก็ว่าได้เพราะเพิ่งเปิดตัวได้ซัก 2ปี มีจุดเด่นเป็นการเล่นถังโดยใช้ถังที่เคยบ่ม Sherry โดยใช้ American oak และจาก European oak


The Macallan Double cask บรรจุมาที่ 43ดีกรี มีสีออกไปทางทองแดง มีกลิ่นแอลกอฮอล์ที่โดดขึ้นมา แต่เมื่อทิ้งไว้ซักพักจะได้กลิ่นแนวผลไม้อบแห้ง รสสัมผัสออกไปทางเผ็ดมีกลิ่นของพวกอบเชย ชะเอม และแอบมีความหวานของน้ำผึ้งซึ่งน่าจะมาจากถัง American oak บอร์ดี้ถือว่ากลางๆ ไปทางใหญ่ ส่วนตอนจบทิ้งความเผ็ดไว้และความฝาดติดที่โคนลิ้น กลิ่นลูกเกด ชะเอม เมื่อลองผสมน้ำแข็งช่วยให้ความเผ็ดลดลงมีความเข้มข้นไปด้วยกันได้แบบ on the rock หรือคนชอบพวกทำ High ball อยากให้รสวิสกี้หนาๆ ตัวนี้จะเหมาะกว่า Fine oak

วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560

Karuizawa จากตำนานสู่ผู้พลิกวงการวิสกี้ญี่ปุ่น



สวัสดีครับเพื่อนๆ หลังจากกระแสเรื่องห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนสังคม online วนกลับมาอีกคราวพวกเราแอดมินก็ถกถึงแนวทางที่อยากจะนำเสนอสาระอย่างไรให้เป็นไปตามกฎหมายและยังคงความรู้อย่างครบถ้วน โดยผมเองจะยังคงนำเสนอบทความแหมือนเดิมแต่อาจจะปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับกฎหมายและรับผิดชอบต่อสังคมต่อไป

สำหรับวันนี้ผมขอเล่าถึงวิสกี้ตัวหนึ่งจากฝั่งญี่ปุ่น ซึ่งชื่อโรงกลั่นนี้น่าจะไม่คุ้นหูกับคนไทยซักเท่าไหร่ เพราะโรงกลั่นนี้เป็นเพียงโรงกลั่นเล็กๆ แถวยังปิดตัวอย่างถาวรไปแล้วอีกต่างหาก แต่ที่วันนี้ผมขอหยิบยกขึ้นมาเขียนเพราะมักจะมีคนถามว่าทำไมวิสกี้ญี่ปุ่นถึงแพงผิดหูผิดตาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็คงพูดได้ว่าส่วนหนึ่งมาจากไอ้โรงกลั่นนี้นี่แหละ ถ้าอ่านถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ คงพอจะเดาได้นะครับว่าโรงกลั่นนี้มีนามว่าอะไร ใช่แล้วนั่นคือ
Karuizawa นั้นเอง

โรงกลั่น Karuizawa ตั้งอยู่ในเมืองมิโยตะ จังหวัดนากาโน่ ประเทศญี่ปุ่น โรงกลั่นนี้ก่อตั้งในปีค.ศ. 1955 และเริ่มดำเนินกิจการปีค.ศ 1956 ซึ่งถือว่าเป็นโรงกลั่นที่เคยมีขนาดเล็กที่สุดในญี่ปุ่น เคยดำเนินกิจการภายใต้ Mercian Corporation ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Kirin (เจ้าของเบียร์ Kirin นั้นแหละ) Karuizawa จะเลือกใช้วัดถุดิบบาร์เลย์นำเข้าจากสก๊อตแลนด์และเน้นใช้ถัง Sherry โดยแหล่งน้ำมาจากภูเขาไฟ Asama ที่ยังไม่ดับสนิท และถูกบ่มอยู่ในโรงบ่มที่ปกคลุมด้วยเถาไอวี่ อ่านถึงนี่คิดถึงรสชาติก็น่าฉงนหละครับ แต่ด้วยขนาดโรงกลั่นที่เล็กอีกทั้งวิสกี้ยังออกมาจำหน่ายหลัง Yamazaki หลายปีจึงทำให้ถูกจำกัดเพียงสินค้าท้องถิ่นไม่เป็นที่แพร่หลายในตลาด อีกทั้งด้วยสภาพเศรษฐกิจ และความนิยมในวิสกี้ลดลงตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. 1982 เป็นต้นมา จึงทำให้ Karuizawa ถึงคร่าวต้องหยุดดำเนินกิจการลงในปีค.ศ. 2000 แต่วิสกี้ที่ยังคงค้างอยู่ในโรงบ่มก็มีการเอามาบรรจุและจัดจำหน่ายออกมาบ้างปีละนิดละหน่อยให้ได้พอค่าน้ำค่าไฟและให้แฟนๆ ได้หายคิดถึง

แล้วความบ้าเลือดของมันดันมาเกิดที่มีฝรั่งไปดื่มแล้วบอกว่ามันมีความเป็นญี่ปุ่นมีรสชาติที่มีเอกลักษณ์ บลาๆ พูดต่อๆ กันไป แต่ด้วยความที่มันมีน้อยหายากราคาก็เลยค่อยๆ สูงขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อีกทั้งภายหลังเริ่มมีกลุ่มลงทุนจัดทีมไล่ล่าตามตลาดประมูล บวกกับปีค.ศ. 2012 โรงกลั่นได้ถูกขายและถูกรื้อถอนเป็นที่ดินเปล่าในปีค.ศ. 2013 จึงทำให้ราคาถูกปั่นแบบกู่ไม่กลับไปพร้อมกับ ขวด
Vintage ปี 1964 ที่ถูกจำหน่ายในราคา 700,000บาทแก่บาร์และนักดื่มผู้สนับสนุนโรงกลั่นมาอย่างยาวนาน โดยนับแต่นั้นมาราคาวิสกี้ญี่ปุ่นทุกค่ายวิ่งขึ้นไป 3-4 เท่าตัวในทันที ซึ่งวันนี้หากจะดื่ม Karuizawa ซักขวดที่ไม่ใช่ Vintage ปีลึกๆ เชื่อผมได้เลยว่ามีเริ่มต้นขวดละ 5 หมื่นถึง 1แสนบาท และไม่ใช่ว่ากำเงินไปซื้อจะได้นะครับ คุณต้องรู้จักแหล่งจริงๆ ถึงจะเจอ แถมอย่างที่เห็นช่วงราคากว้างมากเพราะขึ้นอยู่กับความพอใจของร้านค้าด้วย


มาเข้าเรื่องบุญปากของผมพอดีมีน้องคนนึงเอามาให้ชิม ขวดนี้เป็น Vintage ปี 1999-2000 ลำดับที่ 3 ในชุดภูเขาไฟฟูจิ ที่วางจำหน่ายในปี 2015 ทางผู้จัดจำหน่ายบอกว่าครบชุดจะมี 36 ตัว ซึ่งข้อมูลจำนวนแต่ละตัวจะมีกี่ขวดนั้นไม่เป็นที่ชัดเจนแต่น่าจะมีราวๆ 400 ขวด โดยขวดนี้บรรจุมาแบบ Cask Strength ที่ 60.5ดีกรี

Appearance: สีน้ำตาล ทองแดงเข้ม ขาเล็กยาวไหลช้ามาก
Aroma: กลิ่นลูกเกด คลาเมลไหม้ กานพลู
Taste: หวานหนาๆ บอร์ดี้หนักๆ กลมเกลี้ยงไม่มีเสี้ยน ผลไม้ตากแห้ง อินทผาลัม
With Water: บอร์ดี้ยังหนัก คลาเมล มีกลิ่นคล้ายเปลือกส้มคลายตัวออกมา และมีกลิ่นคล้ายดอกลำไยมาแบบผิวๆ
Finish : จบแบบกลมโตในปากและคอ กลิ่นคล้ายพลัมแห้ง ไอศครีมรัมเรซิ่น ค้างในปากนาน

สรุป : จุดเด่นๆ ของตัวนี้คือบอร์ดี้ที่ใหญ่โต แต่ไม่ตูมตามอารมณ์คล้ายๆ อมลูกเปตองไว้ในปาก หนักแต่ไม่เผ็ดแม้ดีกรีปาไป 60 ก็ยังมีความเนียนเรียบ และมีกลิ่นไปทางขนมเค้กหรือพวกผลไม้อบแห้งที่จะหวานฉ่ำ ซึ่งในวันนั้นได้ลองชิมเทียบกับ Yamazaki 18ปี และ Hibiki 17ปี พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมาก และถือเป็นวิสกี้ตัวนึงที่แปลกประหลาดเลยหละ เสียก็แต่ราคาที่มันเกินตัวไปไกล

วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

Johnnie Walker Island Green 43% alc/vol.

อีกหนึ่งในซ๊่รี่ย์ Green Label จากค่าย Johnnie Walker สำหรับ Island Green ตัวนี้เป็น Blended Malt ที่หนักไปทางสายควัน
โดยใช้ Malt Whisky ต่างไปจากตัว Green Label ปกติแต่มีอยู่ตัวหนึ่งที่ใช้เหมือนกันคือ Caol Ila เข้าใจว่าน่าจะเป็นตัวหลักของสายนี้ครับ
Malt Whisky ที่นำมา Blended เป็น Island Green ประกอบด้วย
Caol Ila : Island Malt Whisky
Clynelish : Highland Malt Whisky
Glenkinchie : Lowland Malt Whisky
Cardhu : Speyside Malt Whisky

ถือได้ว่าเป็นตัวแทนจาก 4 ย่านหลักของ Scotch Malt Whisky เลยก็ว่าได้
มาเข้าเรื่องตามประสาลิ้นบ้านๆ กันดีกว่าครับ

สี ทองแนว amber gold

กลิ่น Wood smoke, vanilla, toffee caramel, sandalwood, รวมๆ แล้วกลิ่นจัดได้ว่าน่าประทับใจ
กลิ่นตัวน้องแอลนี่เรียกว่าแทบไม่มีรบกวนเลยก็ว่าได้ master blender ทำงานได้ดีมากเลยครับ

รสชาติ หวานนำ ตามด้วยความเผ็ดร้อนของพริกไทย และเครื่องเทศ ปิดท้ายด้วยควันไม้ไหม้คล้ายถ่านทิ้งไว้ค่อนข้างยาว น่าประทับใจ จิบแล้วชวนให้นึกถึง Caol Ila  มากมาย มีขี้เถ้ามาปิดท้ายหน่อยๆ ในตอนปลายๆ

Aftertaste ทิ้งกลิ่นไม้ไหม้ไว้ในปากค่อนข้างนาน กับกลิ่นยาสูบจางๆ เหมือนตอนสูบบุหรี่แล้วปล่อยควันออกจากปากจนหมดแล้ว

Conclusion จัดว่าน่าสนใจมาก Master blender ของ JW ทำออกมาได้น่าประทับใจ จิบแล้วสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่สื่อออกมาได้อย่างลงตัว เหมาะในวันสบายๆ จิบไปฟังเพลงไป ลมเย็นๆ ในวันสบายๆ หลังฝนตกนี่ฟินเลย ราคาเบาๆ สักพันปลายๆ ถึงสองพันต้นๆ น่าจับต้องครับ เหมาะเป็นเหล้าสามัญประจำบ้านได้เลย

ป.ล. ความเห็นที่ให้เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่รับประกันความถูกต้องครับ

งานไม่ดองส่งทันแล้ว //

anCnoc 12 Yo 40% alc/vol.

รุ่นน้อง 12 ปีจากค่าย Knockdhu พกพาดีกรีความแรงมาที่ 40% alc/vol. จัดได้ว่ากำลังพอดี
คะแนนจาก MJ Complete Guide to Single Malt ที่ 84 คะแนน
แต่กลับได้คะแนนค่อนข้างสูงจาก Jim Murray's Whisky Bible 2016 ถึง 94.5
จะเป็นอย่างไรมาว่ากันตามประสาลิ้นบ้านๆ กันบ้างดีกว่าครับ

สี ทองใสๆ จัดว่าเป็นสีเหลืองทองก็ว่าได้

กลิ่น Citrus, ถั่วนิดๆ, ควันจางๆ, butter Scotch หน่อยๆ, นม chocolate ออกไปทางแนว floral พอควร

รสชาติ หวานนำ ตามด้วยความเผ็ดนิดๆ ของเครื่องเทศจำพวก อบเชย ขิง รสหวานๆ ของ toffee caramel จัดได้ว่าน่าประทับใจ

Aftertaste จัดว่างาม balance กำลังดี ทิ้งความหวาน ควันเบาๆ จางๆ ไว้ในปากค่อนข้างนานพอควร

Conclusion เหมาะที่จะเป็นเหล้าสามัญประจำบ้าน ด้วยราคาที่ไม่แรงมากสำหรับแสตมป์ไทย แต่ช่วงนี้น่าจะหายากหน่อยอีกไม่นานคงหาได้ง่ายขึ้นครับ

30-6-2560

งานดองเช่นเคย แหะๆ

วันพุธที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2560

Octomore 6.01 วิสกี้สำนักที่มีกลิ่นควันแรงที่สุดในโลก





       วันก่อนผมเขียนถึง
Bell’s วิสกี้จากกสก๊อตแลนด์ไปก็มีเพื่อนๆ เข้ามาแซวว่าผมกลับมาเขียนรีวิว จริงๆ ผมก็ไม่ได้หายไปไหนครับ ยังคงติดตามชิมนู่นๆ นี่ๆ ไปเรื่อยแต่เหล้าสมัยนี้ก็แพงเหลือเกินจะเปิดซักขวดนึงกิน 1 แก้วแล้วเขียนรีวิวก็เกรงจะโดนไล่ออกจากบ้าน
มาเข้าประเด็นวิสกี้วันนี้ดีกว่า สาวน้อยที่ผมหยิบขึ้นมาชิมมีนามว่า Octomore ที่เรียกว่าสาวน้อยเพราะอายุน้องเพียงแค่ 5 ขวบเท่านั้นเอง แต่ค่าตัวสุดแสนแพงดังสาวอายุ 25ปี โดยความแพงของมันมาจากกระบวนการผลิตที่ยุ่งยากและสิ้นเปลืองOctomore เป็นผลผลิตจากโรงกลั่น Bruichladdich บนเกาะ Islay สก๊อตแลนด์ โดยชื่อนั้นมาจากฟาร์มซึ่งเคยมีโรงกลั่นอยู่ตั้งอยู่ ทาง Bruichladdich มองว่าโรงกลั่นนี้เคยผลิตวิสกี้ออกมาอย่างอิสระไม่ถูกครอบงำ จึงเป็นชื่อที่เหมาะกับวิสกี้ตัวนี้ที่ทำแบบทะลุกรอบอัดกลิ่นควันมาแบบทะลุจุเดือด และยังคงตั้งมั่นในการผลิตวิสกี้ให้ทำลายสถิติกลิ่นควันออกไปอีกอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง version 6.1 ก็อัดมาถึง 167ppm ถือว่าสูงมากเพราะสายควันจัดๆ อย่าง Ardbeg มีอยู่ประมาณ 50ppm เท่านั้นเอง แถมด้วยดีกรีที่ปาเข้าไป 57% แน่นอนว่าวิสกี้ตัวนี้คงไม่เหมาะกับมือใหม่

การชิมวิสกี้ขวดนี้ผมเริ่มด้วยการเทใส่แก้วแล้วทิ้งไว้ประมาณ 10นาที เพราะคิดว่าน่าจะช่วยเปิดกลิ่นได้บ้าง สีทองสวยงาม ขาขนาดเล็กยาวเหนียว กลิ่นเบคอนรมควัน แซลมอนรมควัน ยกแบบสดๆ มีกลิ่นทะเล กลิ่นสาหร่ายเผา และแทรงขึ้นมาจนนำด้วยกลิ่นยาล้างเล็บ น้ำมันเครื่อง เผ็ดลิ้น แสบไปถึงคอ จบแบบแสบๆ แต่หวานติดลิ้น มีกลิ่นควันฟุ่งขึ้นมาจากลำคอ ต่อด้วยการใส่น้ำลงไปนิดนึงช่วยให้ความเผ็ดหายไปเยอะ มีความหวานและพบกับบอร์ดี้ที่ถือว่าหนาพอสมควร กลิ่นควันยังคงเท่าเดิมเด่นชัดด้วยกลิ่นคล้ายน้ำตาลไหม้
สรุป เป็นวิสกี้ที่กลิ่นควันชัดเจนเหมาะกับผู้คลั่งไคล้วิสกี้สายควัน วิธีดื่มที่ผมคิดว่าดีที่สุดคือใส่น้ำนิดนึงและควรดื่มน้ำเย็นตาม เพราะมันช่วยดึงความหวานและกลิ่นที่ซ่อนอยู่ออกมาได้ชัดเจน ราคาค่าตัวถือว่าไม่ดุมาก ที่สำคัญตอนนี้มีขายในบ้านเราแล้วราคาก็แทบไม่ต่างจากไปวิ่งหาซื้อที่ต่างประเทศเลย ความเห็นส่วนตัวจากการได้ลองตัวนี้มนุษย์เราทุกคนมีการรับรู้กลิ่นที่ไม่เท่ากัน โดยผมคิดว่าต่อให้ค่าของกลิ่นสูงมากๆ แต่ผมน่าจะรับรู้ได้สูงที่สุดน่าจะประมาณ 50ppm เกินกว่านั้นก็น่าจะรู้สึกได้แค่ 50ppm หากใครจมูกดีๆ ก็น่าจะรู้สึกได้ลึกอีก

#แอดมินตือ #เย็นย่ำก็ร่ำสุรา #Octomore #Bruichladdich #whisky #ดื่มอย่างรับผิดชอบ #เมาไม่ขับ