พวกผมแค่ชมชอบในรสชาติของสุรา เรื่องราวที่เขียน เริ่มต้นจากความชอบและความสนใจ ที่นำไปสู่การค้นหา
เมื่อได้รับรู้ และทดลองด้วยตัวเองแล้วก็อยากแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ และคนอื่นๆ ที่สนใจในเรื่องเดียวกันครับ

ข้อคิดเห็นที่ให้เกี่ยวกับเรื่องการร่ำสุราในแต่ละประเภท เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ที่ได้มาจากการลองของด้วยตัวเอง
ที่แค่อยากรู้ และอยากลองตามประสาครับ ผิดถูกประการใดก็คงไม่สามารถรับรองได้ครับ ขอน้อมรับคำแนะนำ และติชมทุกประการครับ

ปล. หากสนใจแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ก็แวะเข้าไปทักทายพวกผมได้ที่ www.montfort27.com/forum/index.php?board=22.0 ครับ

*** หมายเหตุ *** สงวนสิทธิ์สำหรับการอ่านและนำไปใช้ประกอบบทความเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้กัน และไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปใช้ในเชิงพาณิชย์ทุกอย่างครับ

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2561

Hibiki Japanese Harmony 40% Alc/Vol.

Hibiki N.A.S. จากค่าย Suntory เท่าที่ทราบน่าจะออกมาด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่นครับ

1. Hibiki Japanese Harmony วางขายทั่วไป
2. Hibiki Japanese Harmony Master Select วางขายเฉพาะใน duty free บางประเทศ
3. Hibiki Deep Harmony 2017 Limited Edition วางขายเฉพาะในญี่ปุ่น (เหมือนผีได้ยินแต่ชื่อแต่ไม่ค่อยมีใครได้เจอตัวเป็นๆ)

Hibiki นั้นถูก Blended ขึ้นครั้งแรกในปี 1989 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบโรงกลั่นของ Suntory อายุครบ 90 ปี
การออกแบบขวด ฉลาก และการใช้สีถูกวางแนวคิดเพื่อส่งต่อวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น เรียกว่าใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่างก็ว่าได้
ขวดถูกออกแบบให้มี 24 เหลี่ยม เพื่อสื่อถึงฤดูกาลต่างๆ ทั้ง 24 ฤดูของญี่ปุ่น
ฉลากใช้กระดาษสาที่ผลิตขึ้นด้วยวิธีการแบบโบราณ
บริเวณคอขวดใช้สีม่วง ที่เป็นสีที่จะใช้ได้เฉพาะชนชั้นสูงของญี่ปุ่นในสมัยโบราณ เพราะหายากมาก

ข้อมูลคร่าวๆ ก็มีตามนี้ครับ คราวนี้เราก็จะว่ากันตามลิ้นบ้านๆ กันต่อครับ

เริ่มกันที่สี ทองออกแนวทองแดงอยู่พอควร

กลิ่น น้ำผึ้ง เมเปิ้ลไซรัป แม้จะเป็น N.A.S. แต่กลิ่นตัวน้องแอลก็ค่อนข้างน้อยแต่ก็แหลมแยงจมูกให้พอรู้ว่ามีนะ

รสชาติ  Oak ควันเบาๆ หวาน Toffee caramel รวมๆแล้วจัดว่าค่อนข้างดี และคุ้มค่าเลยกับความเป็น Hibiki N.A.S.

Aftertaste ค่อนข้างสั้นไปสักหน่อย แต่ก็ชวนให้ยกต่อเพื่อค้นหาและทำความรู้จักกันไปเรื่อยๆ

Conclusion จัดว่าคุ้มค่าในราคาที่ได้จาก Duty Free หรือจากญี่ปุ่น แต่ถ้าราคาในบ้านเราแล้วจัดว่าแรงไปสักหน่อย
ราคาเดียวกันอาจหา SM. ดีๆ ได้ 1-2 ขวดเลยก็ว่าได้ แต๋ก็ยังถูกว่า 12-17-21 ที่เห็นราคาขายในบ้านเราแล้วนึกว่า 1 เยน = 1 บาท
จิบแบบเพียวได้ ผสมก็คงดี จิบยาวๆ ในวันสบายๆ หรือเพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากภาระกิจประจำวันก็ได้สบายๆ

ป.ล. 1. ความเห็นที่ให้เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่รับประกันความถูกต้องเหมือนเช่นเคยครับ

ป.ล. 2. งานดองเหมือนเดิมบันทึกการลองไว้เมื่อวันที่ 11-2-2561

Cutty Sark Storm 40% Alc/Vol.

สำหรับ Cutty Sark Black ขวดนี้จัดเป็น Blended Whisky อีกตัวจากค่าย Cutty Sark
ข้างกล่องระบุถึง Malt Whisky 2 ตัวที่นำมาเป็นส่วนผสมหลัก คือ Highland Park กับ Macallan คุ้นๆ ไหมครับ
สองตัวนี้ก็เป็นส่วนผสมหลักของ Blended Whisky ของอีกเจ้าที่คุ้นเคยกับนักดื่มบ้านเรา ก็คือ Famous Grouse ไงครับ
ถ้าจะเทียบในความเป็นแนวสายควันก็คงต้องไปเทียบกับตัว Black Grouse จากค่าย Famous Grouse กัน่
ส่วนของ Grain Whisky นั้นไม่ได้ระบุถึง ข้อมูลเบี้องต้นคร่าวๆ ก็ประมาณนี้
ว่าแล้วเรามาลองเล่ากันแบบประสาลิ้นบ้านๆ กันดีกว่าครับ

สี ทองอำพันออกแนวเหลืองทองเข้ม เหมือนพวกทองโบราณ

กลิ่น กลิ่นตัวน้องแอลค่อนข้างแหลมพอประมาณ มะละกอสุก Citrus นิดๆ กลิ่นส่าเหล้าเจือขึ้นมาพอประมาณ
กลิ่นแบบนี้เมื่อเทียบส่วนผสมหลักที่ใช้ Malt Whisky จากแหล่งเดียวกันแล้ว ในเรื่องกลิ่นผมชอบกลิ่นของ Black Grouse มากกว่า

รสชาติ กลิ่น Oak นำมาชัดเจน ควันเบาๆ ลักษณะค่อนไปทาง Highland Park มากกว่า Macallan ตามด้วยความหวานของคาราเมลไหม้
รวมๆ ถือว่าสมดุลย์ค่อนข้างดีพอใช้ ถ้าเอาไปทำ Cocktail น่าจะเหมาะกว่าดื่มแบบ Neat หรือผสม

Aftertaste ค่อนข้างสั้น ทิ้งควันไม้ไหม้จางๆๆๆๆ ไว้ในปากพอประมาณ กับความหวานขมของคาราเมลไหม้

Conclusion น่าจะเหมาะสำหรับทำ Cocktail มากกว่า แต่จะจิบแบบ Neat ก็พอได้อยู่ระดับหนึ่ง ผสมนี่อย่าเลยน่าจะจืดและเปลืองเหล้าอยู่

ป.ล. ความเห็นที่ให้เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่รับประกันความถูกต้องเหมือนเช่นเคยครับ

งานดองเขียนไว้เมื่อ 9-2-2561

วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2561

Johnnie Walker Double Black 40% Vol/Alc.

สำหรับ JWDB ออกสู่ตลาดครั้งแรกในช่วงปลายปี 2010 ในช่วงแรกนั้นออกมาเป็น Limited Edition ขายเฉพาะใน Duty Free เท่านั้น
แต่ในช่วงต้นปี 2011 เริ่มมีเข้ามาจำหน่ายในตลาดทั่วไปมากขึ้น แต่ก็ยังเป็น Limited Edition เหมือนกับเป็นการทดลองตลาดไปด้วย
ใน Lot หลังๆ ก็ตัดคำว่า limited edition ออกไปกลายเป็นรุ่นจำหน่ายทั่วไปลากยาวมาจนถึงทุกวันนี้
Double Black ชื่อก็คงบอกได้ระดับหนึ่งว่ามีความเข้มข้นมากกว่าตัว Black Label ตัวปกติแน่นอน

คหสต. จากที่ได้ลองมาตั้งแต่ยังเป็น Limited Edition ผมชอบรุ่นแรกๆ มากกว่า รู้สึกว่ากลิ่นควันชัดเจนกว่า และมีความเข้มข้นมากกว่า
ให้สัมผัสรวมๆ ที่ดีกว่าโฉมปัจจุบันอยู่พอควร

ว่าแล้วมาลองเล่ากันตามประสาลิ้นบ้านๆ ดีกว่าครับ

สี ออกแนวทองแดงเข้มต่างจากตัว Black Label ที่ออกทองใสๆ

กลิ่น โดยรวมแล้ว อโรม่าจัดว่าดีงาม citrus วนิลา น้ำผึ้ง ควันจางๆ แต่ชัดเจนกว่าตัว BL เจือด้วยกลิ่นหวานๆ ของไซรัป

รสชาติ เผ็ดนำ หวานตาม ฝุ่นนิดๆ ขี้เถ้าหน่อยๆ ควันไม้ไหม้บางๆ จัดว่าเข้มข้นกว่า BL ระดับหนึ่ง

Aftertaste ค่อนข้างยาว ทิ้งความเผ็ดเบาๆ ฉ่ำๆ ในปาก ความหวานบนปลายลิ้น ควันบางๆ ไว้ในปากค่อนข้างยาว
คหสต. DB มีความเป็น malty มากกว่า Grain นิดหน่อยครับ

Conclusion จิบแบบเพียวน่าจะเป็นความลงตัวที่ดีที่สุดในการดื่ม JWDB ขวดนี้
รสชาติจัดว่าดี สำหรับขวดนี้ผมเปิดทิ้งไว้มาค่อนข้างนานทำให้ดื่มง่ายพอควรครับ

ป.ล. ความเห็นที่ให้เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่รับประกันความถูกต้องเหมือนเช่นเคยครับ

Johnnie Walker Black Label 40% Vol/Alc.

เจ้าตลาดที่หลายคนคุ้นเคยและเลือกหยิบเป็นเหล้าสามัญประจำบ้านกัน JWBL เป็นที่นิยมของนักดื่มทั่วโลกเลยก็ว่าได้
ในบ้านเราเองก็มักเป็นตัวเลือกต้นๆ นอกจากนี้ยังติด 1 ใน 101 Whiskies to try before you died อีกด้วย

ตามประวัติแล้ว JWBL ถูกสันนิษฐานว่าเริ่มปรุงขึ้นครั้งแรกในปี 1867 โดย Alexander Walker
ในช่วงแรกๆ นั้นใช้ชื่อว่า Old Highland Whisky มีรุ่น Black Label และ Gold Label
ออกแบบขวดให้อยู่ในทรงสี่เหลี่ยมตั้งแต่แรก (อาจดูแปลกในสมัยนั้น) ก็เพื่อลดพื้นที่บรรจุกล่อง และลดค่าขนส่ง
สำหรับ JWBL ได้คะแนนค่อนข้างสูงถึง 95.5 จาก Jim Murray's Whisky Bible 2016

ข้อมูลคร่าวๆ ก็ว่ากันไปละ มาเข้าเรื่องลองเล่ากันดีกว่าครับ

สี ออกแนวทองอำพันค่อนข้างสดใส

กลิ่น ผมรินพักไว้ค่อนข้างนานเพราะตอนนี้ใหม่กลิ่นน้องแอลค่อนข้างแรง
ได้กลิ่นควันจางๆ citrus พวกส้ม มะนาว น้ำผึ้งจางๆ วนิลาเบาๆ ขี้เถ้าหน่อยๆ (กลิ่น+รสขี้เถ้าจะชัดขึ้นเมื่อผสมน้ำ) ไอทะเลอีกนิดๆ

รสชาติ ขี้เถ้า หนังเก่าๆ ยาสูบจางๆ หวานคาราเมลท๊อฟฟี่นิดๆ รวมๆ แล้วจัดว่างานดี แถมด้วยกลิ่น sherry oak บางๆ ด้วยนะเออ

Aftertaste ค่อนข้างยาวพอประมาณ ควันบางเบา ทิ้งความหวานของ toffee caramel ไว้บนปลายลิ้น
แต่ความรู้สึกโดยรวมค่อนไปทาง grain whisky มากกว่า malt whisky

Conclusion Neat ได้ ผสมยิ่งดี ถือเป็นเหล้าสามัญประจำบ้านได้สบายๆ
จิบแบบสบายนี่น้ำแข็งเกล็ดเต็มแก้ว BL 1/3 ที่เหลือจะโซดาหรือน้ำเปล่าก็ตามชอบ
คหสต. 1. ถ้าได้โซดาเย็นๆ จะเรียกความสดชื่นได้ค่อนข้างดีเลย
คหสต. 2. รู้สึกว่ารุ่นเก่ารสชาติดีกว่า
คหสต. 3. รุ้สึกว่าขวดเล็ก 200 ml. ที่ขายใน 7-11 รสชาติดีกว่าขวดใหญ่

ป.ล. ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่รับประกันความถูกต้องเหมือนเช่นเคยครับ

Bell's Blended Scotch Whisky 40% Alc/Vol.

หลังจากได้อ่านที่คุณตือเขียนมาก็ซื้อมาดองไว้หลายเดือนอยู่สบโอกาสก็เอามาลองเล่าให้กันฟังบ้างดีกว่าครับ

Blended Scotch Whisky ที่ว่ากันว่าขายดีที่สุดบนเกาะอังกฤษขวดนี้จะมีดียังไง มาลองเล่ากันตามประสาลิ้นบ้านๆ กัน

สี ทองใสๆ แนวสีทองอำพัน

กลิ่น กลิ่นแรกที่ได้คือ กลิ่นดอกนมแมว เจือด้วยกลิ่นแนว Citrus วนิลาเบาๆ กลิ่นส่าเหล้านิดๆ กลิ่นค่อนไปทาง Grain Whisky

รสชาติ จับควันได้จางๆ ตามด้วยความหวานขมคล้ายคาราเมลไหม้ เนื้อเหล้าจัดว่าค่อนข้างบาง โล้นๆ ไม่ค่อยมีอะไรมากมาย
เผ็ดร้อนด้วยความแรงของน้องแอล จิบน้ำตามได้ความหวานของไซรัปตีกลับขึ้นมา

Aftertaste ไม่มาไม่มาย เรียบง่ายตามประสา blended whisky แต่ก็พอได้อยู่ระดับหนึ่ง

Conclusion จัดว่าดี ค่อนข้างคุ้มกับเงินที่จ่าย มีเนื้อเหล้าให้เสพได้ระดับหนึ่ง อย่างน้อยน่าจะ value กว่าตัวฉลากแดงเจ้าตลาด
จิบแบบเพียวพอได้เลย ผสมก็อาจจะเปลืองๆ สักหน่อยเพราะเนื้อเหล้าค่อนข้างจะบางไปนิด

ป.ล. ความเห็นที่ให้เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่รับประกันความถูกต้องตามประสาคนชอบลองเล่าครับ