พวกผมแค่ชมชอบในรสชาติของสุรา เรื่องราวที่เขียน เริ่มต้นจากความชอบและความสนใจ ที่นำไปสู่การค้นหา
เมื่อได้รับรู้ และทดลองด้วยตัวเองแล้วก็อยากแบ่งปันให้กับเพื่อนๆ และคนอื่นๆ ที่สนใจในเรื่องเดียวกันครับ

ข้อคิดเห็นที่ให้เกี่ยวกับเรื่องการร่ำสุราในแต่ละประเภท เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ ที่ได้มาจากการลองของด้วยตัวเอง
ที่แค่อยากรู้ และอยากลองตามประสาครับ ผิดถูกประการใดก็คงไม่สามารถรับรองได้ครับ ขอน้อมรับคำแนะนำ และติชมทุกประการครับ

ปล. หากสนใจแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ก็แวะเข้าไปทักทายพวกผมได้ที่ www.montfort27.com/forum/index.php?board=22.0 ครับ

*** หมายเหตุ *** สงวนสิทธิ์สำหรับการอ่านและนำไปใช้ประกอบบทความเพื่อการแลกเปลี่ยนความรู้กัน และไม่อนุญาตให้คัดลอกบทความไปใช้ในเชิงพาณิชย์ทุกอย่างครับ

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2562

Caol Ila Cask Strength 61.6 %

      เมื่อวานเคลียร์ตู้เหล้าพบสาวน้อยคนนี้แอบอยู่มุมในสุด Caol Ila Cask strength เก็บกันจนฝุ่นขึ้น วิสกี้ตัวแทนจากเขต Islay ที่บรรทุดีกรีมาแบบเต็มที่ 61.6% แอลกอฮอล์ ส่วนอายุนั้นไม่ได้บอกแต่คาดว่าน่าจะต่ำกว่า 12ปี


กลิ่น แอลกอฮอล์รุ่นแรงตามดีกรีข้างขวด แง้มๆ มาด้วยกลิ่นคล้ายน้ำมัน ติดน้ำผึ้งเล็กน้อย

รส หวาน เค็มเล็กน้อย เผ็ด กลิ่นคลัชไหม้ น้ำมันเบคอน อบเชย แฝงดอกไม้ และน้ำผึ้ง

จบ Finish ลากกันยาวๆ ทิ้งความเผ็ดร้อนไว้ที่คอ บอร์ดี้หวานมันเต็มปาก กลิ่นคลัชไหม้จางๆ ติดจมูก เครื่องเทศนั่วๆ อยู่ในปาก

สรุป รสเค็มเป็นคาแร็คเตอร์ที่ชัดเจนของสายเกาะ ถ้าให้ปิดตาชิมอาจจะนึกว่าเป็น Ardbeg เพราะมีกลิ่นควันโทนน้ำมันชัด ส่วนที่สวยงามและแตกต่างคือความเผ็ดและกลิ่นคล้ายเครื่องเทศจางๆ พ่วงมากับดอกไม้ บอกตรงๆ ว่าอยากจะได้มาซ้ำอีกซักครั้ง

วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2562

Talisker 10 years, 25 years and The Distillery Edition

คืนวันศุกร์ขอจิบเหล้าให้สบายอารมณ์ซะหน่อยผมขอเสนอวิสกี้จากเกาะ Skye นาม Talisker ยี่ห้อนี้ผมเคยรีวิวรุ่น 10ปีไว้นานมากหละ วันก่อนเห็นคาตู้อยู่ 3 ขวด คืนนี้เลยเอามารวบเลยหละกัน  Talisker เรามักจะพบเห็นบ่อยๆ ตามร้านเหล้า หรือ Duty Free มีรุ่นนู้นรุ่นนี้มากมาย แต่ถ้านับรุ่นกันจริงๆ มีรุ่นหลักๆ ออกวนๆ อยู่แค่ 7 รุ่นเท่านั้นเอง และแน่นอนทุกรุ่นต้องมีกลิ่นควัน และเกือบทั้งหมดบรรจุมาที่ 45.8ดีกรี ดีกรีอัดมาขนาดนี้แต่ราคาขายปลีกก็ถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ คล้ายลูกเมียน้อยของ Diageo ที่ไม่ค่อยมีคนแล



Talisker 10 ปี กลิ่นควันนำเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน มีวนิลาอ่อนๆ ผสมดอกไม้ รสชาติมีความหวานและเค็มนิดๆ ติดเผ็ดเพราะดีกรีสูง บอร์ดี้ถือว่ามีพอตัวกลิ่นควันฟุ้งกระจาย จบ Dry ยังคงเอกลักษณ์ที่ความสมดุลทั้งกลิ่นควันและรสชาติหอมหวานลงตัว


Talisker The Distillery Edition ตัวนี้จะบ่มซ้ำถัง Amoroso cask ต่อจากถัง American oak ซึ่งจะผลิตออกมาปีละครั้ง กลิ่นนำควันขี้เถ้า และแทรกกลิ่นผลไม้แห้งแต่ยังอวนด้วยความหอมของดอกไม้จางๆ รสชาติเผ็ดนำ มีความเค็มเล็กน้อยเรียกน้ำลายได้ดีจริงๆ บอร์ดี้แน่นแต่จบเร็วทิ้งความหวานฉ่ำไว้เต็มปาก


Talisker 25 ปี กลิ่นควันนำไม่แรง และมีกลิ่นคล้ายลูกเกต รสชาติหวานฉ่ำนำโด่งเผ็ดตามมาเล็กน้อย กลิ่น Dark Chocolate เนยไหม้ บอร์ดี้แน่นฉ่ำไม่เผ็ดมาก จบมีกลิ่นหนังจางๆ หวาน ยาวกำลังดี

สรุป น่าสนใจทั้ง 3 ตัว 10ปีมีความสมดุลทั้งกลิ่นควัน วนิลา ดอกไม้ สัมผัสเผ็ด รสหวานและบอร์ดี้ที่ไม่ดุมาก ความรู้สึกส่วนตัวคือมัน classic ที่มีน้อยลงในวิสกี้สมัยนี้ ต่อมา  The Distillery Edition ได้บอร์ดี้ที่ใหญ่ขึ้นและมีกลิ่นผลไม้แห้งเพิ่มความซับซ้อนไปอีกแบบน่าจะเป็นวิสกี้ที่เริ่มเป็นสมัยนิยมมากขึ้นคือบอร์ดี้หนาๆ หวานจัดๆ กินมากๆ แอบเลี้ยนส่วนตัว 25ปี คือความหล่อแม้จะเผ็ดแต่รสหวานนำและยังไม่ทิ้งกลิ่นทะเลอันเป็นเอกลักษณ์ที่แอบแทรมๆ เข้ามาจบยาวบางไว้ล้างปาก pairing กับพวกขนมหวานได้สบาย

*ฝากไปคิดกันเล่นๆ โรงกลั่น Talisker ไม่ได้ผลิต Malt เองแล้วใยจึงมีกลิ่นควันอันเป็นเอกลักษณ์????

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

The Macallan Quest Collection




เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสเทสวิสกี้ชุดใหม่ล่าสุดของ  Macallan เป็นชุดที่วางจำหน่ายเฉพาะตลาด Travel retail พูดง่ายๆ ก็คือจำหน่ายตาม Duty Free นั่นแหละคือซัก 4-5 ปีมานี้หลายๆ แบรนด์เริ่มที่จะแบ่งแยกรุ่นที่ขายในตลาดปกติและตลาด Travel retail ออกจากกันอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดความหลากหลายของสินค้ามากขึ้นและทำให้ราคาของทั้ง 2 ตลาดไม่ขัดกันเอง โดย Collection ใหม่นี้มาในนาม The Quest Collection ประกอบด้วยกัน 4 ตัวได้แก่ Quest, Lumina, Terra และ Enigma โดยจุดเด่นของชุดนี้เป็นการเล่นกับถังที่ใช้บ่มวิสกี้

 Quest (การค้นหา, แสวงหา) 40% ใช้ bourbon casks, sherry-seasoned European oak casks, sherry-seasoned American oak casks และ hogsheads  – กลิ่นนำเด่นมาแนวผลไม้เปรี้ยวบางๆ สัมผัสเผ็ดรสชาติเปลือกส้ม อบเชย ใบกระวาน เข้าใจได้ง่าย Body ค่อนข้างจะ Light จบ Dry ไม่ซับซ้อน

Lumina (แสง) 41.3% ใช้ sherry-seasoned European oak casks, sherry-seasoned American oak casks และ hogsheads – ยังคงแนวผลไม้เปรี้ยว แทรงกลิ่นวนิลา สัมผัสเผ็ดรสชาติยังคงมีเปลือกส้ม อบเชย จันแปดกลีบ Body กลางๆ จบ Dry และกลิ่นเปลือกส้ม เม็ดผักชี

Terra (ดิน) 43.8% ใช้ sherry-seasoned European oak casks, sherry-seasoned American oak casks – Dry Fruit นำมากับกลิ่นคลาเมลจางๆ และ สัมผัสเผ็ดนิดๆ มี creamy รสชาติ แอปเปิ้ลแห้ง ส้มแห้ง อบเชย ชะเอม Body มากกว่า 2 ตัวแรก จบยาวขึ้น แต่ยังมีความเผ็ดและกลิ่นผลไม้เปรี้ยวที่เป็นเอกลักษณ์

Enigma (?) 44.9% ใช้ sherry-seasoned European oak casks  - กลิ่น Dry Fruit นำมี chocolate จางๆ สัมผัสเผ็ดเล็กน้อย มีความหนาแน่น รสชาติ อยู่ในกลุ่มผลไม้เปรี้ยว แต่มีสมุนไพร เม็ดผัดชี อบเชย ลูกจันทร์ ขิง น้ำผึ้ง Body หนากำลังดี จบยาวกลิ่นวนิลา น้ำผึ้งและยังมีความเผ็ดให้นึกถึงกลิ่นที่ผ่านมา

ในความรู้สึกของผมทั้ง 4 ตัว เน้นไปทางสาย sherry cask ที่มีความเผ็ดและรสชาติของผลไม้เปรี้ยว และสมุนไพรชนิดต่าง ทำให้ย้อนนึกไปถึง The Macallan ในสมัยก่อน เป็นแนวที่ Classic มาก ก่อนที่จะเป็นสาย bourbon cask กลิ่นวนิลา จัดๆ Body หนาๆ ซึ่งทั้ง 4 ตัวทำออกมาไล่โทนได้ดีมากค่อยๆ ไล่จากบาง ค่อยๆ เข้มข้นขึ้นมาเรื่อยๆ  การค้นหาในครั้งนี้เหมือนจะจบ แต่ก็ยังทิ้งปริศนาไว้อีก


แถมท้าย Oscuro (ความมืดมิด) 46.5% - กลิ่นนำเด่นมาด้วย Dark Chocolate แอบซ่อนกลิ่นแอลกอฮอล์ได้อย่างมีชั้นเชิง สัมผัสเผ็ดนิดๆ แต่เนียน อัดแน่นมาด้วยผลไม้แห้งที่มาทั้งสวน Body ใหญ่โต จบลากยาวๆ โดยส่วนตัวด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดของผมมันคือปลายเชือกของสาย Sherry cask ที่ไม่เน้นความ นุ่ม แลกกับรสชาติที่ซับซ้อนดุจระเบิดที่ทิ้งลงไปแล้วทุกอย่างที่อยู่ในปากมันหายไปเลยเหลือแต่กลิ่นและความฉ่ำร้อนไร้ซึ่งควันที่ทำให้ภาพไม่ชัดเจน ไม่แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้นเพราะคุณอาจจะไม่เข้าใจมันและมานั่งเสียดายตังค์ในความมืดมิด

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561

Hennessy V.S.O.P. Privilege 200th Anniversary Limited Edition


 
จำได้ว่าครั้งเดียวที่ผมริวีวคอนยัคต้องย้อนไปตั้งแต่ก่อนจะทำเพจ เป็นตัว Hennessy V.S. ครั้งนั้นก็รีวิวแต่รสชาติ มาคราวนี้ทาง LVMH กรุณาส่งตัวใหม่ล่าสุด Hennessy V.S.O.P. Privilege 200th Anniversary Limited Edition มาให้รีวิวก็ขออนุญาตลงสาระหน่อยครับ

จากความทรงจำของผมในสมัยที่ยังดื่มอย่างเดียวเรียกทุกอย่างที่ดื่มแล้วเมาว่าเหล้า ไม่เคยลืมรสชาติที่หอม หวาน นุ่ม อย่าง X.O. ได้เลยส่วนยี่ห้อก็นั่นแหละ Hennessy แต่สมันนั้นก็แพงเหลือเกินไม่เหมาะกับกระเป๋ามนุษย์เงินเดือนซักเท่าไหร่จึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสลิ้นบ่อยนัก พอมาตอนนี้สนใจหาข้อมูลก็อ๋อ...มันนุ่ม มันหวาน ต่างกับวิสกี้เพราะมันเป็นเหล้าคนละประเภทกัน

Hennessy เป็นเหล้าประเภทที่เรียกว่า คอนยัค (Cognac) วิธีการผลิตที่เข้าใจง่ายๆ คือนำองุ่นไปหมักสิ่งที่ได้ออกมาคล้ายไวน์แล้วนำไปกลั่นด้วยหม้อทองแดง ต่อด้วยการนำบ่มต่อในถังไม้โอ๊คในระยะเวลา 2 ปีขึ้นไปและนำไป Blend ก่อนจะบรรจุขวดก็จะได้เครื่องดื่มที่ชื่อว่าบรั่นดี (Brandy) แต่จะเรียกว่าคอนยัคได้ก็ต่อเมื่อผลิตที่จังหวัดชาร็องต์ ประเทศฝรั่งเศสเท่านั้นเพราะถือเป็นแหล่งที่มีผลผลิตคุณภาพสูง โดยแบ่งระดับคุณภาพแบ่งได้ 3 ระดับใหญ่คือ V.S., V.S.O.P. และ X.O. ตามลำดับ ซึ่งผมมองว่าเป็นการแบ่งลักษณะรสชาติไปในตัว

สำหรับ Hennessy V.S.O.P. Privilege 200th Anniversary Limited Edition ถูกผลิตออกมาเพื่อที่จะระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 200ปีที่แล้ว เมื่อเดือนมีนาคมปี 1818 บุตรของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร (หรือสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 4 ในอีก 2 ปีต่อมา) ได้มีรับสั่งให้ James Hennessy นำเสนอเครื่องดื่มคุณภาพสูง จนได้รับมาซึ่งชื่ออันเป็นตำนานของ Hennessy V.S.O.P. Privilege โดยตัว 200th Anniversary Limited Edition ออกแบบขวดและฉลากทำย้อนยุคไปเป็นรูปแบบในสมัยนั้น บรรจุมาในกล่องโลหะสวยงามคล้ายเป็น Time Capsule มีสีทองแดงสื่อถึงหอกลั่น พร้อมหูหิ้วหนังแข็งแรงบนฝากล่องจารึกลายเอกสารแสดงความต้องการจากบุตรของสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 3 แต่ที่ผมแปลกใจสุดๆ คิดไม่ถึงคือเปิดฝามากลิ่นหอมฟุ้งตีขึ้นมาคิดว่าเหล้ารั่วที่ไหนได้ ฝากล่องด้านในใช้ไม้เป็นวัสดุล๊อคขวดซึ่งทำจากไม้โอ๊ควัสดุเดียวกับที่ใช้ทำถังบ่ม Hennessy ชอบมากคิดไงยังไง และแล้วก็มาถึงรสชาติ

Appearance: สีน้ำตาลสนิม ขากลางๆ
 
Aroma: กลิ่นวนิลา โอ๊ค ติดผลไม้เปรี้ยว และเครื่องเทศ
 
Taste: รสหวานกลาง สัมผัสเบาๆ เผ็ดเล็กน้อย กลิ่นผลไม้คล้ายองุ่นและไวน์ขาว โอ๊ค วนิลาชัดเจน น้ำผึ้งแทรกมาและมีกลิ่นเครื่องเทศคล้ายใบกระวาน
 
With Water: ความหวาน และหอมกลิ่นโอ๊คชัดเจน สัมผัสเบามากๆ รู้สึกสดชื่น
 
Finish: ทิ้งรสหวานไว้เล็กน้อย กลิ่นโอ๊ค และเครื่องเทศค้างอยู่ในปาก ไม่ยาวมาก

สรุป : Hennessy V.S.O.P. ถือว่าเป็นคอนยัคที่มีมาตรฐานเพราะสามารถให้ได้ครบทั้งรสชาติและสัมผัสที่ V.S.O.P. ควรจะมี หากจะเปรียบรสชาติเป็นมวยในรุ่นเดียวกันคือถ้าไม่น๊อคเขาก็ต้องมีลากกันไปจนหมดขวดกว่าจะรู้เรื่อง ส่วนตัวผมได้ลองดื่มด่ำ Hennessy V.S.O.P. ทั้งคืนทั้ง Neat, ผสมน้ำ, on the rock, ใส่โซดา คือไปได้ทุกแนวแบบชิวๆ ครับ และสำหรับคนบ้าทดลองจุดที่มองข้ามไม่ได้คือฝากล่องมันน่าแกะไปบ่มเหล้าต่อจริงๆ จะซื้อก็ตรงฝานี่แหละ

ขอขอบคุณ : LVMH
Credit ภาพ : Chavish's Photography
#แอดมินตือ #Hennessy

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

Phraya (พระยา)

สวัสดีพี่น้อง นานๆ จะมีรีวิวสักที วันนี้ขอนำเสนอ Phraya (พระยา) สุราขวดสวยงามจากค่าย Thaibev ซึ่งผมเห็นวางจำหน่ายใน Duty free มาได้พักใหญ่ๆ หละครับ แต่เพิ่งทราบว่ามีจัดจำหน่ายในประเทศแล้ว จากข้อมูลเวปไซด์ผู้ผลิตผมขอตีความว่าเป็นรัมที่ทำจากกากน้ำตาลอ้อยที่บ่มในถังไม้โอ๊คประมาณ 5-8 ปีและนำมาผสมกับพวกสมุนไพรและเครื่องเทศเพื่อให้ได้รสชาติตามที่ผู้ผลิตออกแบบไว้



มาอธิบายเรื่องกากน้ำตาลอ้อยก่อนคนที่ได้ยินครั้งแรกอาจจะรู้สึก...เพราะแค่ชื่อก็กากแล้ว แต่ในความเป็นจริงกากน้ำตาล หรือโมลาส (Molasses) เป็นวัตถุดิบที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอย่างมาก เช่นที่เรากินกันแทบจะทุกวันอย่างซีอิ๊วดำ น้ำส้มสายชู รวมถึงเบียร์บางชนิดอีกด้วย และที่ขาดไม่ได้เลยก็เห็นจะเป็นสุราชนิดรัมนี่แหละ ซึ่งตัวพระยาเองเลือกที่จะบ่มรัมในถังไม้โอ๊ค 5-8ปีทำให้ได้ Golden Rum สีทองบรรจุมาในขวดที่มีโลหะสีทองประดับดูหรูหราเข้ากันดี มาว่าที่ส่วนของรสชาติดีกว่า

Appearance: สีทองเหลืองไปส้ม ขาเล็กยาวไหลเร็ว
Aroma: กลิ่นเลูกเกต ลูกพรุน พุทราจีน มีน้ำผึ้งนิดๆ
Taste: เผ็ดนำ บอดี้บางๆ มีกลิ่นบ๊วย
With Water: สัมผัสนุ่มขึ้นมาพร้อมรสชาติที่จืดขึ้น กลิ่นที่ได้ยังเหมือนเดิม
Finish: เผ็ด Dry เหลือกลิ่นบ๊วย และมินท์ไว้เล็กน้อย

สรุป: ตอนแรกเลยผมคิดว่าเอาแสงโสมมาเปลี่ยนขวดหรือป่าว แต่จากที่ชิมบอกเลยว่าไม่ใช่แน่นอน พระยามีกลิ่นและรสชาติที่ชัดเจนทั้งกลิ่นผลไม้ต่างๆ และรสสัมผัสที่ไม่เผ็ดมาก ส่วนการได้ลองชิมมาหลายๆ แบบตัวผมเองชอบแบบ Neat มากที่สุดเพราะเนื้อรัมค่อนข้างจะบาง พอเอาไปผสมโซดา หรือ On the rock รสชาติเปลี่ยนไปเยอะโดนกลบหมดชูความเด่นของโซดาหรือน้ำแข็งแทน และถ้าเอาไปทำ cocktail น่าจะเหมาะกับรสเปรี้ยวที่ช่วยชูความเด่นของกลิ่นออกผลไม้

ขอบคุณภาพสวยๆ จาก Chavish's Photography​

#แอดมินตือ